Day, Night, Life and Impulse

ถึง ยีน - ผู้แปลงร่างเป็นแมวรัสเซีย

 

อันที่จริง...

เราเคยอัพโหลดเพลง(โปรด)ในหนังลงบล็อกนี้แล้วนะ

ที่นี่อะ - Songs from celluloid world

แล้วก็ยังมีเพลงปลากรอบหนัง Ratatouille

กับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind อีกต่างหาก

แต่ไหนๆ ก็แท็กมาแล้ว

จะลงซาวด์แทร็กเพิ่มให้อิ่มๆ ละกัน 2 เพลง

A Waltz for a Night ที่เซลีนร้องให้เจสซีฟังใน Before Sunset

แล้วก็ At my most beautiful จาก Never been kissed

เพลงหลังเนี่ย ชอบก่อนที่มันจะเป็นซาวด์แทร็กอีกนะ

เพราะมันคือเพลงของ R.E.M

ไมรักกันจริงไม่ลงให้นะเนี่ย!!

(^o^)

จาก...บูม (ผู้ยุ่งอยู่เสมอ)

 

 

 


เรียนเชิญสมาชิกชมรม 'คนรักบังซัน' ทุกท่าน

(รวมสมาชิกชมรมคนรักน้าหมึก, ป้าแต๋ว ฯลฯ ด้วย แหะๆ)

โปรดมาลงนามกันหน่อยเน้อ...

รายการวิทยุดีๆ จะได้กลับมาอยู่กับเราอีกครั้ง

หลังจากโดน 'ผี (สปอนเซอร์) ลักซ่อน' ไปเมื่อไม่นานมานี้

ถ้าจะให้ดี...ขอเสียงหน่อยยยยยยยยย

มีคนทำบล็อก http://savetheradio.wordpress.com เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ใครที่ไม่อยากให้นักจัดรายการคุณภาพต้องกระจัดกระจายกันไป

ลงชื่อกันได้ที่ http://www.savetheradio.myokhost.com/

....

จึงเรียนมาเพื่อทราบ


ตามปกติแล้ว...

ไม่ค่อยชอบเอาชีวิตไปติดอยู่บนท้องถนนสักเท่าไหร่

แต่ทำไงได้...คนมันต้องกินต้องใช้ต้องประกอบอาชีพ

บางครั้งบางคราว (เช่นวันนี้) ก็ต้องไปอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่ที่รู้ว่า "รถจะต้องติดแน่ๆ"

หกโมงเย็น...ออกจากห้องประชุมที่ยูเอ็น เจอรถติดยาวเหยียด...

จะไปเทเวศร์ก็รถติด เลยกลับรถไปขึ้นสะพานพระรามแปด

เจอรถจอดเป็นแผง-อัมพาตกันบนถนนลอยฟ้า...

ปวดฉี่จนขนลุก แต่รถไม่ขยับเขยื้อน...

เห็นตำรวจกั้นรถเอาไว้ ก็เลยได้รู้ว่ามี 'ขบวน' ผ่านมา

อืม...

นึกถึงบทกวีของไม้หนึ่ง ก.กุนที ขึ้นมาเลย


"เวลาราหู TY Syndrome"

(กำพร้า แผ่นดิน)

"เขารักกันทั้งเมือง เราไม่รัก

รวมกันร่วมภักดี-เราพักดูด

ดื่มโอ้วเลี้ยง ไม่น้อมนำ ตามคำพูด

ยินดีเป็นบุตรอกตัญญุตา


เขาสีทองผ่องแพง เราแดงแจ๋

อิ่มอบอุ่นอกพ่อแม่ กอดยายย่า

เราหยิบมือ มิตรสหาย ภราดา

อนาถาตามชะตาประชาชน


เราพอเพียงรึเปล่า? เราไม่รู้

กินเท่าที่ทำอยู่ ไม่เคยปล้น

ปัจจัย 4 แค่หล่อเลี้ยง ความเป็นคน

สอนลูกให้เท่าทันหนทางจอมปลอม


เขาสั่งสอนลูกเขา เราไม่เกี่ยว

แค่คนเดียวว่าไม่ได้ให้ใครกล่อม

ราชครู โหราธิบดี ตรอม

ต้นสะเดาขนาดย่อมต้องถอนเอย"

...ไม้หนึ่ง ก.กุนที ...

ตีพิมพ์ครั้งแรก "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับประจำวันที่ 2-8 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1420

 

 


Blog Entry(tHeY) rOcK mY wOrLd!Oct 4, '07 12:51 PM
for everyone

ชายหนุ่มในร่างหมี
ผู้สนุกกับการทดลองประสบการณ์แปลกใหม่ด้วย 'หม้อหุงข้าวทรงยานอวกาศ'
(และกล้องวาส กับฟิล์มหมดอายุ)
นามว่า yean แห่งบ้าน 'สุขกันสิ (เรา)'
ตั้งคำถาม (ที่รับช่วงต่อจากคนอื่นมาอีกที) ว่า
15 เพลงที่ชอบฟังมีอะไรบ้าง?

ช่วงตอบคำถาม--

สารพัดเสียงที่ลอยมาเข้าหูในแต่ละวัน
มีอยู่แค่ไม่กี่จำพวกเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ในประสาทการรับรู้

นอกจากคำชม คำคม คำหวาน คำด่า คำปลอบ ฯลฯ
เพลงหลายๆ เพลงก็เป็นหนึ่งในสรรพเสียง
ที่บางทีก็ฝังอยู่ในหัวสมอง
วนเวียนอยู่ในความคิด

เพลงบางเพลงใช้เวลาฟังมานานกว่าครึ่งชีวิต
แต่ก็ยังไม่เคยเบื่อ...

เพลงบางเพลงเพิ่งเคยฟัง
แต่หิวกระหายที่จะฟังซ้ำๆ ไม่นึกเบื่อ

เพลงอีกหลายเพลง...
อยากเล่าสู่กันฟัง
เพื่อที่จะบอกว่า 'ของเขาดีจริงๆ'

ไหนๆ ก็ไหนๆ
ไปฟังของดีๆ ที่คัดมาอย่างดี

ฟังแล้วชอบก็โหลดไปได้เลยตามสบาย
ถ้าฟังแล้วไม่ชอบใจก็ไม่ว่ากัน
ของพรรค์นี้ มันปัจจัตตัง...

และเนื่องมาจากดองแถกไว้นาน
สมนาคุณให้ด้วยการแถมอีก 15 เพลง
เพลงไทย - เพลงเทศ รวมแล้ว 30 เพลง
แจกซะ!

'In my life' - The Beatles
เพลงนี้แด่ทุกคน 'ผู้เป็นที่รัก'

'Redemption Song' - Bob Marley
เพลงแห่งเสรีภาพของมนุษยชาติ

'Stand by me' - Ben E.King
เพลงที่ทำให้นึกถึงเพื่อนๆ ทุกคนในชีวิต

'You don't own me' - Bette Midler, Goldie Hawn, Diane Keaton
(OST: The First Wives Club)
เพลงปลดแอกจากพันธนาการ

'Stuck in the moment' - U2
เพลงที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนห่มผ้าห่มในคืนหนาว  (ฮิ้วววว)

'Brainwashed' - The Kink
เพลงเสียดสีสังคมที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังไม่เก่า (แต่เก๋าขึ้น)

'Behind the wall' - Tracy Chapman
เพลเศร้าบัดซบที่ฟังแล้วอาจน้ำตาคลอ

'No man's woman' - Sinead O'Connor
เพลงของผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้หญิงของใคร (เอ๊ะ ยังไง?!)

'At my most beautiful' - R.E.M
เพลงบอกรักที่หวานที่สุดในชีวิต

'Rome wasn't built in a day' - Morcheeba
เพลงนี้ไม่เหมาะสำหรับคนใจร้อน

'Bittersweet symphony' - The Verve
เพลงแห่งสัจธรรมอันหวานอมขมกลืน

'Greenfields' - Damon Albarn (The Good, The Bad and The Queen)
เพลงนี้อุทิศแด่ 'อดีตที่พลัดพราก'

'We will become silhouettes' - Postal Service
เพลงต่อต้านนิวเคลียร์ที่ใสละมุนจนนึกว่าเป็นเพลงรัก

'Flower in the window' - Travis
เพลงนี้มีดอกไม้บาน...

'Put your records on' - Corinne Bailey Rae
เพลงที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและอยากออกเดินทาง

แหง่กๆ แฮ่กๆ เริ่มเหนื่อยแระ (-__-")

ส่วน 15 'เพลงไทย' ได้แก่ (แถ่น แทน แท๊นนนน)

คาราวาน - แม้เราจะไม่พบกัน
ตาวัน -สู่แสงแห่งตะวัน
เฉลียง - ฝันให้ไกล ไปให้ถึง
วรรธนา วีรยวรรธนะ - ขาดอะไรไปในใจคน
ชีพชนก ศรียามาตย์ - ถ้ามีวันนั้น
ทิวา สาระจูฑะ & ยืนยงโอภากุล - ที่สุดของคน
จ๊อบ บรรจบ - รักติดปีก
คณาคำ อภิรดี - เปลี่ยน
Pause - ไม่มีวันแพ้
พรู - เพื่อนเอ๋ย
โมเดิร์นด็อก - ผ่าน
Scrubb - ทุกอย่าง
P2Warship - อย่า อยู่ อย่าง อยาก
พาราดอกซ์ - ผงาดง้ำค้ำโลก
มนต์เพลงคาราบาว - คนล่าฝัน

ปล.พยายามอัพโหลดเพลงนานมาก แต่มันขึ้นว่า error ตลอด

ไปโหลดเพลงกันที่นี่แทนละกันนะ

http://www.uploadtoday.com/download/?bb9f88433a437ba9ddce1b4e75ef861c

http://www.uploadtoday.com/download/?bba95ab0fbcd901095d22866ad1ae2d1

ส่วนเพลงไทย

รอไปก่อน

เหนื่อยแล้ว!

-"-


เมื่อไม่กี่วันก่อน อ่านนิตยสารอะไรสักเล่มก็ไม่รู้ (จำไม่ได้แล้ว)

 

รู้แต่ว่าเขาพูดถึง แก้วใบหนึ่ง ซึ่งดูไม่ต่างจากแก้วธรรมดาๆ ใบอื่น

 

เพียงแต่แก้วใบนี้มีชื่อเรียกว่า Sakurasaku Glass

 

ถ้ามองผ่านๆ เจ้าซากุระซากุใบนี้ก็เหมือนแก้วตูดจีบตามร้านกาแฟสมัยก่อน แต่สิ่งที่ทำให้มันมีความพิเศษเพิ่มมาก็คือ ร่องรอยที่หลงเหลือจากการทำหน้าที่ของมันเอง

 

เกิดเป็นแก้วก็ต้องมีไว้ใส่น้ำ ถึงบางคนจะเอาแก้วไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ก็เหอะ (อย่างเช่น ทำเป็นแจกัน เอาไปเล่นไฮโล หรือผีถ้วยแก้ว) แต่หน้าที่หลักๆ ของแก้วก็คือการเป็นภาชนะบรรจุน้ำใช่ไหม?

 

เวลาที่เราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้ว ไอเย็นๆ จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ และฝากรอยประทับเอาไว้บนโต๊ะหรือจานรองแก้วเป็นรูปทรงกลมๆ ธรรมดา

 

แต่สำหรับซากุระซากุ ร่องรอยที่หลงเหลือจะเป็นรูปซากุระ...

  

 

คนต้นคิดและออกแบบแก้วใบนี้ชื่อว่า Hironao Tsuboi

 

แน่เสียยิ่งกว่าแน่ว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่น คนในชาติที่ผูกพันกับดอกซากุระอย่างแยกไม่ออก

 

แก้วธรรมดาๆ ใบหนึ่งก็เลยกลายเป็นแก้วใบพิเศษ ที่นอกจากจะทำงานในหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันแล้ว แก้วใบนี้ยังฝากร่องรอยสวยๆ งามๆ ให้คนอื่นชื่นชมได้ด้วย

 

ถ้าเป็นไปได้...อยากทำอะไรที่ทิ้งร่องรอยดีๆ เอาให้คนอื่นอย่างนี้บ้างจัง

 

ไม่งั้นเดี๋ยวจะอายแก้วซากุระซากุมัน...

 

เกิดมาทั้งทีไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาบ้าง!

 

  

 

*** ด้วยความที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่น ทำให้การหารูปในกูเกิลใช้เวลานานโข เพราะดันจำชื่อแก้วเป็นคำว่า Sakurasaka

 

พอหาไม่เจอภาพที่ต้องการก็ยังมั่วนิ่มค้นคำว่า Sakurasaki อีก น่าเกลียดจริงๆ

 

ที่หาเจอได้เพราะใช้คำว่า Sakura Glass เป็นคำค้นนะเนี่ย (-_-“)

 



 

อากาศอบอ้าวของฤดูร้อนอาจผลักไสให้ใครหลายคนที่มาแอบอิงกับเมืองหลวงต้องมุ่งหน้าสู่ชายทะเล ไปให้คลื่นเห่กล่อมหัวใจที่มันร้อนรุ่มได้เย็นลง (แม้กระทั่งจะร่างรัฐธรรมนูญยังต้องถ่อกันไปไกลถึงบางแสนเลย...คิดดู)

 

ชายทะเลยอดนิยมของคนเมืองหลวงคงหนีไม่พ้นเกาะเสม็ด หัวหิน เกาะช้าง ฯลฯ ที่ต้องใช้ทั้งทรัพย์สินและเวลาในการเดินทางมิใช่น้อย เแต่คนที่มีเวลาน้อย เบี้ยน้อย หอยน้อย คงทำได้แค่เดินทางไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ไหนสักแห่งที่ไม่ไกลมากนัก

 

และแล้วเมืองที่ใกล้ที่สุดอย่าง สมุทรสาครก็เป็นคำตอบสุดท้าย ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้จักอะไรที่นั่นมากไปกว่า ท่าฉลอมกับมหาชัย แต่เท่าที่จำได้จากการเรียนวิชาสังคมตอนเด็กๆ ดูเหมือนว่าสมุทรสาครคืออีกจังหวัดหนึ่งที่เป็นเมืองชายทะเลของไทย

 

ลมทะเลบ้านใกล้เรือนเคียงคงพอทำให้ชื่นใจได้บ้าง ตบท้ายด้วยการกินไอติมมหาชัยชื่อดังสักถ้วยโตๆ แค่นี้ก็หรูแล้ว...

 

 

บรรยากาศในตัวเมืองสมุทรสาคร

 

ระยะเวลาในการเดินทางจากกรุงเทพไปสมุทรสาครไม่ต่างจากการนั่งรถเมล์จากดอนเมืองไปรามคำแหงในช่วงเวลาเร่งด่วนสักเท่าไหร่ นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปสักพักก็ถึงที่หมาย แต่พอได้เจอกับอากาศร้อนจนตับแทบวายไม่แพ้กัน ก็พลันตาสว่างขึ้นมาทันที

 

ยิ่งได้เห็นคำขวัญประจำจังหวัดตัวใหญ่ๆ ว่า เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์ อยู่ใต้ป้าย ยินดีต้อนรับ สู่จังหวัดสมุทรสาคร ก็พึงสังวรณ์ขึ้นมาทันทีว่าที่คิดจะหนีร้อนมาพึ่ง (เย็น) ลมทะเลสมุทรสาครนั้น อาจเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ก็เป็นได้! เพราะเมืองที่เป็น ดงโรงงานก็คงจะร้อนรุ่มเป็นไฟ ไม่แพ้เมืองมหานครที่จากมา

 

แต่ไหนๆ ก็ถึงที่หมายแล้ว อย่างน้อยก็ต้องไปสำรวจท่าฉลอมกับมหาชัยตามที่ตั้งใจไว้สักหน่อย...

 

การเดินทางสำรวจเริ่มต้นที่อำเภอเมือง แถวๆ สมาคมการประมง สมุทรสาคร ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนั้นจะมีท่าเรือสำหรับคนที่ต้องการข้ามจากฝั่งมหาชัยไปท่าฉลอม อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมประมงขึ้นชื่อของจังหวัด

 

นั่งเรือเล่นสักพักพอให้ลมพัดเหงื่อแห้ง เรือก็แล่นมาถึงท่าฉลอมพอดี เมื่อลงจากเรือไปเก็บบรรยากาศในพื้นที่ก็พบว่าลักษณะบ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านสองชั้นแบบเก่าทำจากไม้ ดูแล้วแปลกตาและทำให้ชื่นใจมากกว่าการมองตึกสูงๆ เบียดเสียดกันในเขตเมือง (ทุกเมืองนั่นแหละ ไม่ใช่แค่กรุงเทพเมืองเดียว)

 

กลิ่นคาวปลาและแผงลอยขายผลิตผลจากทะเลมีให้เห็นอยู่ประปราย แต่ที่สะดุดตาสะดุดใจคือ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานับไม่ถ้วน

 

สาวๆ นุ่งผ้าซิ่น เกล้าผมมวย ทาแก้มด้วยแป้งขาวๆ เดินสวนกับเราไปหลายต่อหลายกลุ่ม เช่นเดียวกับหนุ่มๆ ที่ดูออกว่าเป็นผู้ใช้แรงงาน แต่ลักษณะบางอย่างทำให้รู้สึกว่าพวกเขาเหล่านั้นมีอะไรที่แตกต่าง(เกือบถึงขั้นแปลกแยก) จากบรรยากาศรอบตัว

 

บางทีอาจเป็นเพราะการหลบตา ไม่มองหน้า และการไปไหนมาไหนรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ รวมถึงสำเนียงไม่คุ้นหูที่พวกเขาใช้สื่อสารกัน ทั้งหมดนั้นมีส่วนทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ถึงความแปลกที่แปลกทางเหล่านี้ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเลย

 

คงไม่ผิดนักถ้าจะเรียกกลุ่มคนที่เดินสวนกับเราไปว่า แรงงานต่างด้าวและพวกเขาทำให้การเดินทางมาเยือนสมุทรสาครครั้งนี้เริ่มมีอะไรน่าสนใจมากขึ้น

 

เราแวะคุยกับเจ้าของร้านขายปุ๋ยแห่งหนึ่งเพื่อถามไถ่เรื่องถนนหนทาง แต่แล้วคำถามของเราก็ลุกลามไปสู่การทำความรู้จักกับความเป็นสมุทรสาครในทัศนะของคนท้องถิ่นอย่างคร่าวๆ

 

จากปากคำเจ้าของร้านขายปุ๋ย ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมุทรสาครก็เรื่อยๆ ตามอัตภาพ แต่ถ้าจะพูดถึงสมุทรสาครในแง่ที่เป็นเมืองใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม ความเป็น ดงโรงงานที่อยู่ในคำขวัญประจำจังหวัด คือสิ่งที่ชักนำ ผู้คนที่แปลกปลอมอย่างแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นจำนวนมาก

 

เท่าที่ได้ฟังคำบอกเล่า เราไม่ได้ยินความรู้สึกต่อต้านเจืออยู่ในน้ำเสียงสักเท่าไหร่ แต่การแบ่งแยกพวกเรา คนไทยออกจาก พวกเขาที่เป็นคนต่างชาติดูจะชัดเจนแจ่มแจ้งจนไม่เหลืออะไรให้สงสัย

 

และด้วยการดำรงอยู่ของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้เอง (ส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวพม่า) ทำให้เราได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น ป้ายบอกเวลาปิด-เปิดห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งป้ายหน้าร้านค้าในตลาดที่ปิดประกาศข้อความภาษาพม่าควบคู่กับภาษาไทย

 

ไม่เว้นแม้แต่ ภายในห้างสรรพสินค้าขนาดกลางที่เราหลบร้อนไปพึ่งแอร์ และพบว่ามีข้อความภาษาพม่า (เขียนว่าอะไรไม่รู้เหมือนกัน) ตั้งโชว์อยู่บนเคาน์เตอร์ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั่วห้าง

 

การที่เราได้เห็นภาษาพม่าเหมือนเป็นภาษาราชการภาษาที่สองในจังหวัดที่อยู่ห่างจากกรุงเทพเพียง 30 กิโลเมตร ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าที่ตั้งใจจะมาเปลี่ยนบรรยากาศในจังหวัดใกล้ๆ - บางทีเราอาจจะมาไกลถึงประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็เป็นได้...

 

 

 

ป้ายประกาศภาษาพม่าที่มาควบคู่กับป้ายภาษาไทย

 

ถ้ามองในแง่ดี ดูเหมือนว่า ตัวตนของชาวพม่าในสมุทรสาครจะชัดเจนและเป็นที่ยอมรับมากกว่าแรงงานจากประเทศลาวหรือกัมพูชา ถึงขั้นที่พ่อค้าแม่ขายต้องตั้งป้ายสื่อสารกันเป็นกิจจะลักษณะ

 

ไม่ใช่ป้ายภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ป้ายภาษาจีน ไม่ใช่ป้ายภาษาญี่ปุ่น...แต่เป็นป้ายภาษาพม่า!

 

การสื่อสารประมาณนี้น่าจะมีสาเหตุจากการที่ปริมาณแรงงานชาวพม่ามีมากกว่าแรงงานชาติอื่นๆ เป็นปัจจัยหลัก

 

จากสถิติที่มาค้นข้อมูลดูทีหลัง จังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานชาวพม่าที่ขึ้นทะเบียนมากกว่า 93,000 คน และจำนวนที่ว่ามานี้ยังไม่ได้นับรวมแรงงานพม่าอีกเป็นจำนวนมากที่เข้ามาทำงานอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไร้ตัวตนและไร้กฏหมายรองรับ

 

มาคิดดูแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนไทยบางส่วนจะปรับตัวให้คุ้นเคยกับแรงงานชาวพม่าเหล่านี้ และเริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์ภายใต้เงื่อนไขของทุนเป็นอันดับแรก...ความสัมพันธ์แบบนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้ว

 

เมื่อมีปริมาณคนมากพอ ชาวพม่าก็กลายเป็น ลูกค้าหรือ กลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่งของผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่และรายย่อย แต่ถ้าจะบอกว่าพวกเขายอมรับลูกค้ากลุ่มนี้เสมือนเป็นลูกค้าวีไอพีก็คงไม่ใช่

 

การหยิบยื่นอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยให้กับแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ในแง่หนึ่งแทบไม่ต่างจากการหยิบยื่นอำนาจจอมปลอมให้กับกลุ่มคนที่มีต้นทุนที่จะนำมาใช้จ่ายในการบริโภคเพียงน้อยนิด

 

แต่นั่นก็คือความจริงที่หลายคนมองว่าป็นเรื่อง ช่วยไม่ได้ใช่ไหม ถ้าหากว่าใครสักคนจะอยากได้อยากมีวัตถุอุปโภคบริโภคโดยไม่ดูกำลังของตัวเอง?

 

น่าเสียดายที่ในระหว่างที่ใครหลายคนมีปฏิสัมพันธ์กับแรงงานพม่า ความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

 

ถ้าดูจากการสำรวจของจังหวัดสมุทรสาครอีกครั้งจะพบว่า แรงงานชาวพม่าส่วนใหญ่เป็นกลไกสำคัญของอุตสาหกรรมประมง ด้วยเหตุผลว่าค่าแรงของพวกเขานั้นต่ำกว่าแรงงานขั้นต่ำ และสามารถออกทะเลเป็นเวลานานๆ ได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังใดๆ นอกเหนือจากนั้นพวกเขาก็จะไปเป็นแรงงานในโรงงาน เป็นกรรมกรทั่วไป รวมถึงไปการเป็นแรงงานในครัวเรือนด้วย

 

ขณะเดียวกันนี้เอง ปัญหาแรงงานอพยพชาวพม่าก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ค้างคาในใจชาวสมุทรสาคร เพราะการที่แรงงานต่างด้าวไม่มีอะไรที่ผูกพันใน แผ่นดินไทยนั่นคือประเด็นสำคัญที่ทำให้พวกเขาพร้อมทำ อะไรก็ได้ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น เพียงเพื่อให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ

 

ท่ามกลางสายตาหวาดระแวง-ไม่แน่ใจ ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ระหว่างคนไทยกับแรงงานต่างด้าวชาวพม่าดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขของการซื้อขายแลกเปลี่ยนมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุหรือว่าแรงงาน

 

แต่ในความสัมพันธ์นอกเหนือจากนั้น ตัวตนของแรงงานต่างด้าวพร้อมจะถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย...

 

หลายคนอาจมองว่าแรงงานเหล่านี้คือปัญหา แต่เราไม่มีทางปฏิเสธการมีอยู่ของพวกเขาได้ และสิ่งที่หนักหนากว่านั้นคือข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าหากไม่มีแรงงานต่างด้าวมาทำงานเพื่อรองรับความต้องการบริโภคของคน ไทยต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องจ่าย หรือต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย คงจะบานปลายกว่านี้มากนัก

 

แล้วจุดพอดีระหว่างความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่กับคนต่างด้าวอยู่ตรงไหน? จะทำอย่างไรให้เราเห็นคนเป็นคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้มองว่าสิ่งมีชีวิตที่พูดต่างภาษากันเป็นเพียง แรงงานสำเร็จรูปของเราเพียงอย่างเดียว?

 

คำถามที่ไม่มีคำตอบวิ่งวนเวียนอยู่ในหัว แม้แต่ลมยามเย็นที่พัดจากชายทะเลเข้าสู่เมืองสมุทรสาครก็ไม่อาจดับความสงสัยนี้ได้

 

000

 

ก่อนจะเดินทางกลับสู่เมืองที่จากมา เราปิดท้ายด้วยการกินหอยทอด-ผัดไทยแถวตลาดมหาชัยเป็นการสั่งลา (น่าเสียดายที่อดกินไอติมมหาชัย เพราะหาร้านไม่เจอ)

 

รสชาติอาหารที่สั่งมาก็ธรรมดา แค่พอกินได้ แต่เมื่อสาวเสิร์ฟชาวพม่ายกอาหารมาให้ที่โต๊ะพร้อมรอยยิ้มซื่อและดูเอียงอาย อาหารมื้อนั้นก็มีกลิ่นและรสชาติของความเป็นกันเองเพิ่มขึ้นมาอีกอักโข...

 

('ปิติ ชูใจ' จาก ประชาไทวีคเอนด์)

เชื่อว่าคนไทยหลายคนที่เล่นเน็ตเป็นประจำ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่สดับรับฟังข่าวลือได้อย่างรวดเร็ว คงเคยได้ยินเรื่องคำทำนายจากหมอดูนักฟันธงทั้งหลายที่คาดการล่วงหน้าว่าสถานการณ์การเมืองของไทยในเดือนมีนาคมจะระอุคุกรุ่นจนถึงขั้นที่ทำให้คนจำนวนมากต้องมีเคราะห์

 

เมื่อมีการประกาศว่าจะมี ม็อบเกิดขึ้นในวันที่ 30 มี.ค.โดยกลุ่มคนที่โดนพะยี่ห้อว่าเป็น ลิ่วล้อเหลี่ยมสังคมก็จับตามองอย่างสนใจเป็นพิเศษ ถึงขั้นวิตกกังวลว่าวันชุมนุมครั้งนี้จะกลายเป็นเวลาแห่งการนองเลือดเหมือนที่เคยเป็นมาหลายครั้งหลายคราในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 

 

 

เสียงปราศัยที่ดังจากเวที และเสียงตอบรับจากกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่นั่งกันอยู่เต็ม ลานคนเมืองหน้าศาลากลางจังหวัดกรุงเทพ ดูเหมือนภาพเดจาวู แบบเดียวกับที่เราเคยเห็นม็อบเสื้อเหลืองกู้ชาติเคยแสดงบทบาทเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา

 

ช่วยไม่ได้ที่ใครหลายคนที่ได้ยินข่าวคราวจะพะยี่ห้อว่าม็อบหน้าศาลากลางจังหวัดในวันที่ 30 มี.ค.2550 จะเป็นม็อบที่มีน้ำเลี้ยง ต่อท่อ มาจากต่างประเทศ และเป็นงานรวมพลคนรัก เหลี่ยมเพราะบนเวทีปราศัยและถ้อยคำที่ถ่ายทอดผ่านไมโครโฟน เต็มไปด้วยการยกย่องเชิดชูอดีตนายกฯ พลัดถิ่น ทักษิณ ชินวัตรว่าเป็นคนทำงานหนักเพื่อชาติบ้านเมืองมากมายแค่ไหน และสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการวิพากษ์วิจารณ์วิธีทำงานของรัฐบาลขิงแก่ ณ ปัจจุบันว่าไม่ทันใจเอาเสียเลย

 

แม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากบรรดาสื่อมวลชนไทยสักเท่าไหร่ แต่บรรยากาศของการม็อบก็เริ่มคึกคักมากขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดินและสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านลานกว้าง กลิ่นตุๆ จากรถขยะที่จอดปิดทางเข้าด้านข้างของลานคนเมืองลอยมาให้ได้กลิ่นเป็นระยะ แต่ผู้คนที่มาชุมนุมก็ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด

 

การม็อบดำเนินไปอย่างสงบ สลับกับเสียงโห่ฮาเวลาที่ผู้ปราศัยบนเวทีพูดอะไรถูกใจ ซึ่งแน่นอนว่าการพาดพิงถึงกลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามดูจะเป็นที่พึงพอใจของผู้ที่มาชุมนุมในครั้งนี้ แต่คนที่น่าจะดีใจจากการม็อบทุกครั้ง คงหนีไม่พ้นบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่มาปักหลักคอยให้บริหารเรื่องอาหารการกินและน้ำท่าแก่ผู้มาเข้าร่วมชุมนุม

 

ไม่ว่าใครจะตัดสินไปแล้วว่าม็อบไหนเป็นม็อบจัดตั้งหรือม็อบกู้ชาติ หรือกระทั่งม็อบที่ถูกเสี้ยมมาให้ชนม็อบด้วยกันเอง และไม่ว่าใครจะหมั่นไส้คำพูดของคนบนเวทีที่เป็นแกนนำม็อบสักเท่าไหร่ สิ่งที่ต้องจำขึ้นใจไว้เสมอก็คงจะได้แก่คำพูดของปราชญ์เก่าแก่ที่เอ่ยไว้นานแล้วว่า เราอาจไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านพูด แต่เราจะปกป้องสิ่งที่ท่านพูดด้วยชีวิต

 

นอกจากนี้...

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่มีทางปฏิเสธได้ ก็คือความจริงที่ว่า การชุมนุมกันอย่างสงบสันติเป็นวิถีทางหนึ่งของการเป็นประชาธิปไตย

 

 

Alias: เจ้าหนูสามตา ใน 'ค่ำคืนแห่งม็อบ 30 มี.ค.2550' เว็บไซต์ประชาไท

 



 

 

ใครจะไปคาดคิดว่าข่าวคราวที่เดินทางมาหลังลมหนาวของปีนี้จะเป็นข่าวร้าย?

 

พี่เอี่ยวพี่ชายวัยสามสิบต้นๆ คนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันทางฝ่ายแม่ คนที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก จากโลกนี้ไปแล้วแบบไม่ให้โอกาสใครได้ทันตั้งตัว

 

สาเหตุของการจากไปคือ หัวใจล้มเหลว

 

จากปากคำที่ฟังมา...ได้ยินว่าพี่เขาบ่น-หายใจไม่ออก และเดินออกจากห้องลูกชายวัยสามขวบของตัวเอง เพื่อเข้าไปพักในห้องนอน

 

ห้านาทีหลังจากนั้น... พี่เขาก็ไม่หายใจแล้ว...

 

ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้น ทำงานไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อนตั้งแต่วันแรกเกิด พอถึงวันที่มันล้า ต้องการพัก ก็ดันหยุดเต้นไปเฉยๆ ซะอย่างนั้น...

 

เหมือนมันยังเป็นแค่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองที่ได้คุยกัน ทั้งที่จริงมันก็นานเป็นปีแล้ว เราได้ยินข่าวคราวของกันผ่านทางลุง ป้า น้า อา แต่ไม่นึกเหมือนกันว่าข่าวคราวครั้งนี้มันจะเป็นเรื่องจริง...

 

ชีวิตกับความตายมันอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง...

 

ทุกครั้งทุกคราวที่ความตายเฉียดผ่านมา ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าชีวิตมันช่างสั้นจริงๆ

 

และความรู้สึกแรกที่มาพร้อมกับข่าวร้ายประเภทนี้ ก็คงหนีไม่พ้น 'ความเศร้า' จากการสูญเสีย...

 

ส่วนคำถามที่เกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติหลังจากที่ความเศร้าผ่านพ้นไป ก็คือคำถามเดิมๆ ว่า...

 

เราใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วหรือยัง

 

หัวใจของตัวเอง-หัวใจของคนใกล้ตัว และหัวใจของคนรอบข้าง

 

เราใส่ใจและรับฟังเสียงเหล่านั้นสักแค่ไหน?

 

ไม่รู้เหมือนกันว่า ต้องพบเจอกับความสูญเสียอีกกี่ครั้ง กว่าจะเผชิญหน้ากับมันอย่างสงบนิ่งและไม่เสียใจ

 

ทั้งในสิ่งที่เราได้ทำลงไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ...

 

ให้กับชีวิตของตัวเอง ให้กับชีวิตของคนอื่น...

 

Rest in Peace นะพี่เอี่ยว...

 

 


Blog EntryBittersweet Symphony Jan 25, '07 2:21 AM
for everyone
ณ ช่วงเวลาที่ชีวิตมีเพียงรสขมและรสหวาน
รสชาติอื่นก็พานจะปร่าไปเสียหมด...
 
Bittersweet Symphony
by The Verve

'Cause it's a bittersweet symphony, this life
Trying to make ends meet
You're a slave to money then you die
I'll take you down the only road I've ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the veins meet yeah
 
No change, I can't change
I can't change, I can't change
But I'm here in my mind
I am here in my mind
But I'm a million different people
from one day to the next
I can't change my mind
No, no, no, no, no, no, no,no,no,no,no,no
 
Well I never pray
But tonight I'm on my knees yeah
I need to hear some sounds that recognize the pain in me, yeah
I let the melody shine, let it cleanse my mind, I feel free now
But the airways are clean and there's nobody singing to me now
 
No change, I can't change
I can't change, I can't change
But I'm here in my mind
I am here in my mind
And I'm a million different people
from one day to the next
I can't change my mind

No, no, no, no, no, no, no
I can't change
I can't change it
 
'Cause it's a bittersweet symphony, this life
Trying to make ends meet
Trying to find some money then you die
I'll take you down the only road I've ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the veins meet yeah
You know I can't change, I can't change
I can't change, I can't change

But I'm here in my mind
I am here in my mind
And I'm a million different people
from one day to the next
I can't change my mind
No, no, no, no, no
I can't change my mind
no, no, no, no, no,
I can't change
Can't change my body,
no, no, no
 
I'll take you down the only road I've ever been down
I'll take you down the only road I've ever been down
Been down

Ever been down
Ever been down
Ever been down
Ever been down
 
That you've ever been down
That you've ever been down
 
Original Post: July 26, 2005

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help