Write about now

Category:Movies
Genre: Drama
เชื่อหมดใจมานานแล้วว่า "เวลาที่ไม่ตั้งความหวังกับอะไรเลย สิ่งที่ได้รับกลับมามักจะดีกว่าที่คาดคิดเสมอ"

วันเสาร์ที่ผ่านมาก็มีเรื่องมายืนยันความเชื่อนี้อีกข้อละ (^_^)

ตอนที่แว่บไปดูหนัง American Gangster แถวปิ่นเกล้า ไม่มีอะไรจะทำระหว่างรอหนังฉาย เลยเดินเข้าร้านแมงป่องฆ่าเวลา กะจะสำรวจดูเฉยๆ ว่ามีหนังอะไรออกใหม่บ้าง

เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นหนังแอ๊กชั่น อย่าง Hitman (อันนี้ไม่ได้ดูในโรง และยังไม่นึกอยากดู DVD เลยเดินผ่านมาเฉยๆ) Shoot'em Up, Captivity (อันนี้ออกแนวสะเทือนขวัญ)

ที่จริงอยากซื้อ Warlords มาเก็บไว้ดูอีกรอบ ราคาแผ่น DVD โซน 3 แค่ 179 แต่อยากได้ Box Set ที่เป็นกล่องไม้ ซึ่งราคา 799 แล้วก็ Box Set เจมส์บอนด์ เวอร์ชั่นลุงฌอน คอนเนอรี่ นั่นก็พันกว่าบาท เลยต้องพักไว้ก่อน T_T ยังไม่ควรเสี่ยงในช่วงปลายเดือน

สุดท้ายก็ไปลงเอยหน้าชั้นวางหนัง Drama ที่แปะป้ายว่า 'ราคาพิเศษ'

ดูไปเรื่อย ก็เกิดกิเลสเรื่อยๆ -_-"

อยากได้ The last king of Scotland แล้วก็ Carmen ฯลฯ แต่สุดท้ายได้ L'iceberg มาแทน เพราะนึกอยากดูตั้งแต่ตอนเข้าโรงที่ House แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปดู

ก่อนจ่ายตังค์ค่า L'iceberg บังเอิญเห็น DVD หนังอิสราเอลลดราคาอยู่ 2 เรื่อง Campfire กับ The Burial Society ราคา 59 บาท กับ 99 บาท ตามลำดับ เลยหยิบติดมือมาด้วย เพราะไม่เคยดูหนังยิวจริงๆ จังๆ สักที (ยกเว้นหนังที่กำกับจาก ผกก.ยิวอย่างเฮียสปีลด์เบิร์กน่ะนะ)

กลับมาบ้าน เปิดดู L'iceberg ก่อนเป็นอันดับแรก หนังโดยรวมถือว่าใช้ได้ แต่เพราะคาดหวังกับมันมาก ก็เลยค่อนข้างผิดหวัง แถมยังเผลอหลับไปหลายงีบระหว่างดูอีกต่างหาก

คิดว่ามันน่าจะตลกร้ายและสนุกสนานกว่านี้ และที่จริงก็ชอบที่หนังพูดเรื่องความสัมพันธ์ซึ่งถูกแช่แข็งอย่างช้าๆ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า 'ความเคยชิน' หรือ 'ความซ้ำซากจำเจในชีวิต' แต่พอถึงช่วง 'ละลายน้ำแข็ง' นั่น กลับไม่ค่อยอินกับมันสักเท่าไหร่...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...

และเพราะตั้งความหวังไว้สูง พอดู L'iceberg จบเลยไม่รู้สึก 'อิ่ม' เท่าไหร่ ก็เลยหยิบ Campfire มาดูต่อแก้เซ็ง

ปรากฏว่าสิ่งที่ไม่คาดหวัง ทำให้เรารู้สึกดีได้อย่างไม่คาดคิด!!

ดูเหมือนว่า Campfire เป็นหนังแนว Coming of Age ว่าด้วยครอบครัวหญิงม่ายชาวยิวที่ต้องรับมือกับภาวะเปลี่ยนผ่านของชีวิตหลังจากสามีตายด้วยโรคมะเร็ง เธอต้องรีบแต่งงานใหม่ เพื่อที่จะได้ย้ายไปอยูในชุมชนใหม่ในเขตเวสต์แบงค์ ซึ่งเป็น 'โครงการทดลอง' ของอิสราเอล (เหตุการณ์ในหนังเกิดเมื่อปี 1981)

นอกจากจะต้องหาทางย้ายไปอยู่ในชุมชนที่คิดว่ามันจะต้องดีกว่าการอยู่ที่เดิม หญิงม่ายคนนี้ยังต้องรับมือกับลูกสาวคนโตที่ทำตัวเป็นจอมขบถเพราะไม่อยากย้ายบ้าน (แน่นอน เธอขบถในเรื่องอื่นๆ ด้วย) และลูกสาวคนเล็กที่ว่านอนสอนง่าย จู่ๆ ก็ถูกเด็กมือบอนแถวบ้านพ่นสีสเปรย์ประจานตามกำแพงว่าเป็น 'อีตัว'

ถึงที่สุดแล้ว ชีวิตของผู้หญิง 3 คนต้องดิ้นรนกันต่อไปในสังคมที่ผู้ชายเป็นคนกำหนดหนทางเดิน และปัญหาที่ต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสามคนจะรับมือและทำใจกับมันได้มากขึ้นในตอนท้าย ซึ่งมันก็เป็นขนบของหนัง Coming of Age นั่นแหละ

แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันคือหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านในชีวิต แต่มันยังเป็นหนังการเมืองที่วิพากษ์การกระทำของอิสราเอลที่เข้าไปยุ่มย่ามกับผืนแผ่นดินปาเลสไตน์ได้อย่างเนียนๆ และเป็นการวิพากษ์ที่เราแทบไม่รู้สึกตัว

หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายๆ ฉากที่ได้เห็น ชวนให้นึกถึงการ 'รุกราน' และการ 'ยึดครอง' ที่แสนจะเจ็บปวด

คนที่ไม่ยอมต่อสู้-ย่อมเป็นผู้ถูกกระทำอยู่วันยังค่ำ...

หนังค่อนข้างเสียดสีประชดประชันฝั่งอิสราเอลมากกว่า ซึ่งมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าผู้กำกับ Joseph Cedar หรือ Yossi เป็นคนยิว เขาจึงเป็น 'คนใน' ซึ่งบังเอิญมองเห็นด้านมืดของเผ่าพันธุ์แห่งพระเจ้าได้ชัดกว่าที่คนนอกมองเห็น...

ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่านี่คือหนังที่คุ้มค่าที่สุด กับราคา 59 บาท แต่ดูแล้วอิ่มเอมมาก อย่างน้อยก็อิ่มในแง่ที่ว่า ยิวที่มีหัวใจ ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ได้มีแต่ไชล็อคในเวนิสวานิช หรือยิวบ้าสงครามอย่างชารอนหรือโอลเมิร์ต (ยกเว้นยิตห์ซัค ราบิน ไว้คน เพราะถึงจะมีหัวใจ แต่ก็ตายจากโลกนี้ไปแล้วอยู่ดี)

ที่สำคัญก็คือ ผู้กำกับ Yossi น่าจะมีหนังเข้าบ้านเราอีกเรื่อง (มั้ง) เพราะไหนๆ หนังเรื่องล่าสุดอย่าง Beaufort ก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาหนังต่างประเทศ ปี 2007 มันก็น่าจะมีค่ายหนังบ้านเราสนใจเอาเข้ามาฉายบ้างแหละน่า!!

จำได้ว่า Beaufort เคยมาฉายในเทศกาลหนังปีที่แล้ว (แต่ก็ไม่ได้ดูอีกตามเคย -_-")

ถ้ามันได้เข้าโรงบ้านเราอีกสักครั้ง จะตามไปดูแน่ๆ

Expect the unexpected!

แล้วชีวิตจะไม่ผิดหวัง 555 ^^

(ตอนที่นั่งเขียนรีวิวอยู่นี่ กิเลสยังตามมาหลอกหลอนไม่สิ้นสุด นึกถึง Warlords ถ้าเป็น VCD กล่องเหล็ก ราคา 159 เองมั้ง รู้สึกว่าจะขายถูกกว่าตาม 7-11 แต่ลืมดูว่าเป็นพากษ์ไทยหรือเสียงจึนตามต้นฉบับ ส่วน 'รักแห่งสยาม' ไม่เห็น Box Set, Secret ที่ เจย์ โชว เล่น มีแบบ Special Edition ไม่รู้มีจำนวนจำกัดไหม แต่เป็น Box Set เลียนแบบสมุดบันทึก มีสายหนังคาดกลาง สวยงามมั่กๆ น้ำลายหก แต่ไม่ค่อยนึกอยากดูหนังรัก เลยพักไว้ก่อน เฮ่อ.....)


Category:Movies
Genre: Comedy
การไล่ตีแมลงสาบบนฝาบ้าน อาจเป็นเกมสนุกสนานอย่างหนึ่ง

และเพียงสายลมเย็นจากพัดลมมือสองที่เป่าไล่ความร้อนในค่ำคืนอบอ้าว

อาจเป็นถึง ‘รางวัลชีวิต' ของสองพ่อลูกผู้ยากจน...ผู้อาศัยอยู่ในโลกแห่งความแร้นแค้น

ทั้งหมดที่่ว่ามา-อาจฟังไม่ต่างจากสงครามชีวิตสุดรันทด (บัดซบ!) แต่เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของ ‘โจวซิงฉือ' ไอ้สิ่งที่ควรจะเศร้า...กลับทำให้เราหัวเราะออกมาได้

000

ถึงแม้ว่าหน้าหนังของ CJ7 จะถูกโฆษณาว่าเป็นแนว Sci-fi แต่ ‘ใจความสำคัญ' ที่อยู่ในนั้น ไม่ใช่ ‘ความลี้ลับ' ของจักรวาลอันกว้างใหญ่ หรือถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็ต้องบอกว่า นี่คือหนังครอบครัวแนว Comedy-Drama ที่ให้ ‘สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก' เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยบังเอิญเท่านั้นเอง

ตัวละครแบบ ‘ลูกกระจ๊อก' ‘ลูกไล่' หรือ ‘ไอ้ขี้แพ้' ตามสไตล์หนังโจวซิงฉือ ยังอยู่ครบถ้วน เพียงแต่ว่าครั้งนี้เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มีการเฉลี่ยน้ำหนักให้ดาราหน้าใหม่ที่มาแสดงเป็น ‘ลูกชาย' ในเรื่องด้วย

ชีวิตของ ‘อาตี้' (โจวซิงฉือ) ไม่รุ่งโรจน์สดใส เขาอาจจะตายไปโดยไม่อาจเป็นอะไรอย่างอื่นได้อีก นอกจาก ‘กรรมกรก่อสร้าง' ผอมแห้งแรงน้อย และที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะอาตี้ไม่ได้เรียนหนังสือตอนเป็นเด็ก เขาจึงตั้งความหวังว่า ‘เสี่ยวตี้' (ซูเจียว) ลูกชายคนเดียวที่มี จะมีอนาคตที่ดีกว่า

อาตี้ทำงานหนัก ควบทั้งกะเช้ากะดึก เพื่อจะส่งเสียให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนเอกชน ‘ดีๆ'

และการที่โรงเรียนเอกชน ‘ดีๆ' ส่วนใหญ่เก็บค่าเล่าเรียน ‘แพงๆ' ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

เงินที่อาตี้หามาได้ก็หมดไปกับค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ ฯลฯ ของเสี่ยวตี้ และครั้งไหนที่ไม่มีเงินซื้อของใหม่ อาตี้จะไป ‘ช็อปปิ้ง' ที่ภูเขาขยะเพื่อหาข้าวของที่ยังพอจะใ้ช้การได้มาซ่อมแซมให้ลูกชาย

วันหนึ่งเสี่ยวตี้ดื้อดึงจะให้พ่อซื้อของเล่นราคาแพงเหมือนอย่างที่เคยเห็นของเพื่อนในโรงเรียน ผลก็คืออาตี้ต้องไปคุ้ยภูเขาขยะเพื่อหาของเล่น (ที่คนอื่นทิ้งแล้ว) มาปลอบใจลูกชาย แต่กลายเป็นว่า สิ่งที่เขาหยิบมาคือ ‘อะไรบางอย่าง' ที่เดินทางมาจากนอกโลกพร้อมยานอวกาศรูปทรงประหลาดๆ ลำหนึ่ง...

‘ของเล่น' ที่อาตี้เก็บมาให้ลูกชาย กลายเป็นของแปลกที่น่าสนใจสำหรับเสี่ยวตี้ เพราะต่อมา ของเล่นชิ้นนั้นก็กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดตัวเขียวหยุ่นๆ หัวกลมๆ มีขนฟู และตาโตๆ เหมือนลูกหมา

การอยู่ร่วมกับสัตว์ประหลาดที่ว่าก็กลายเป็นประสบการณ์สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตสองพ่อลูกผู้ยากไร้ในภายหลัง...

000

ผลงานก่อนหน้า อย่าง Kung Fu Hustle หรือ Shaolin Soccer ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งที่ตอนนั้นโจวซิงฉือเพิ่งจะมีผลงานกำกับเอง, เขียนบทเอง และแสดงเองอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง แต่มุขเสียดสีสังคมอย่างแสบสันต์ด้วยการหยิบเอาตำนานจอมยุทธ์มาล้อเลียนกับฉากหลังอันปั่นป่วนของฮ่องกงยุคต่างๆ (ยุคอันธพาลครองเมืองและยุคโลกาภิวัตน์) เพื่อบอกเล่าถึงการต่อสู้ของชนชั้นล่างที่ต้องรวมตัวกันปกป้องชุมชนของตัวเองอย่างแข็งขัน เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมตะวันออกมีประสบการณ์ร่วมอยู่บ้าง ทั้งจากหนังจีนกำลังภายใน หนังสือ และวัฒนธรรมที่บ่มเพาะกันมานาน เมื่อจับมารวมกับมุขตลกหน้าตายของโจวซิงฉือ มันก็กลายเป็นสูตรของหนังที่ประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเย็นอะไร

ทั้งที่ภาพลักษณ์ของโจวซิงฉือ ไม่ใช่ Action Hero อย่าง ‘เฉินหลง' หรือ ‘หลีเหลียนเจี๋ย' (Jet Li) แต่เพราะเขาคือ ‘ผู้แพ้' ที่พากเพียร หรือไม่ก็เป็นพวกขี้โม้ กะล่อน เอาัตัวรอดไปวันๆ และอาจเป็นได้ว่า ความไม่เอาไหนเหล่านั้น คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนดูหลายคนสนุกกับการเอาใจช่วยเขามากกว่าเวลาที่ได้ดูการแสดงของนักแสดงดังๆ ที่เก่งกาจเรื่องศิลปะการต่อสู้ระดับเทพ

แต่การกลับมาพร้อม ‘หนังไซ-ไฟ' ของโจวซิงฉือครั้งนี้ อาจเรียกว่าเป็นความพยายามที่จะ ‘ฉีกแนว' ครั้งสำคัญ...น่าเสียดาย...ที่บรรยากาศมันไม่ได้แตกต่างจากผลงานหลายๆ เรื่องที่เขาเคยผ่านมาแล้ว

จริงอยู่--ความน่ารักของ ‘เสี่ยวตี้' และ CJ7 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ซีเจ' ยังมีพลังมากพอที่จะทำให้คนดูหนังรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจไปกับหนัง และต้องยกให้เป็นความลงตัวของสเปเชียลเอฟเฟกต์และนักแสดงหน้าใหม่ ซึ่งแสดงได้ดีจนไม่อยากเชื่อว่าเด็กผู้ชายหน้าทะเล้นคนนั้น แท้จริงแล้วเป็น ‘เด็กผู้หญิง' วัย 10 ขวบ และอนิเมชั่นสามมิติที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นสัตว์ประหลาดสีเขียวขนฟูนั้นก็ดูน่ารักน่าชังจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม หลายต่อหลายฉากที่ผ่านตาใน CJ7 หลายต่อหลายคนเคยเห็นมามากแล้วในหนังของโจวซิงฉือหลายๆ เรื่อง ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ทำให้เราหัวเราะหรือร้องไห้กับมันได้น้อยลง ฉากที่ควรจะขำ คนดูหลายๆ คนก็ยังขำ และฉากไหนที่ออกมาเพื่อเรียกน้ำตา ก็ยังทำให้หลายคนต้องควานหากระดาษทิชชู่หรือผ้าเช็ดหน้ามาใช้งานอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หายไปคือเสน่ห์ของ ‘ตลกร้าย' ที่ทำให้เรารู้สึกเศร้าใจไปพร้อมๆ กับการระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

วิธีเอาตัวรอดของหนุ่มบ้านนอกซื่อๆ ที่พยายามจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งค์ผู้มีอิทธิพลซึ่งโจวซิงฉือเคยวิพากษ์ไว้ในหนังเรื่อง Kung Fu Hustle มีความแหลมคมสะใจที่ได้เห็นสังคม ‘กินคน' ถูกท้าทาย ที่ๆ อำนาจมืดและอำนาจทุนกดขี่ผู้คนจากบนลงล่าง และอำนาจรัฐก็ช่วยอะไรไม่ได้ ในที่สุดก็ถูกล้มล้างโดยชาวบ้านใน ‘ตรอกเล้าหมู' ที่แสนจะอุดอู้และสกปรก ส่วนประเด็นที่พูดถึงใน CJ7 คือการ ‘ยกระดับทางสังคม' ซึ่งน่าจะมีเรื่องราวให้เอามาเสียดสีได้เยอะทีเดียว แต่ (อาจจะ) ด้วยความที่ต้องการให้หนังเรื่องนี้เป็น ‘หนังครอบครัว' โจวซิงฉือจึงเลือกวิธีที่ค่อนไปในทาง ‘สั่งสอน' และ ‘เทศนา' โดยยกให้ ‘การศึกษา' เป็นคำตอบของเรื่องทั้งหมด

หลายๆ ฉากใน CJ7 อาตี้สอนลูกให้ขยันเรียน, ซื่อสัตย์, อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะการศึกษาคือ ‘ความหวัง' ที่จะทำให้คนยากจนหลุดพ้นไปจากความแร้นแค้น แ่ต่ค่านิยมแบบนี้ก็ไปผลิดอกออกผลเป็นการแก่งแย่งแข่งขันตะเกียกตะกายเื่พื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนดีๆ และสิ่งที่อาตี้สอนบทเรียนให้ลูกไม่ได้ก็คือว่า เด็กๆ ควรจะทำอย่างไรเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสภาพที่การ (ได้รับความ) เคารพศักดิ์ศรี--มาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่นิยมวัตถุมากกว่าอะไรที่เป็นนามธรรม อย่างเช่น ความอ่อนน้อม ความมีน้ำใจ และความยุติธรรม

แต่ถึงจะบ่นว่ายังไงก็ตามที โดยส่วนตัวแล้วก็ยังเห็นว่า CJ7 เป็นหนังที่ดีและดูสนกอีกเรื่องหนึ่งซึ่งใครๆ ก็ดูได้

เพราะอย่างน้อยที่สุด สิ่งหนึ่งที่โจวซิงฉือถ่ายทอดออกมาในหนัง (แทบจะ) ทุกเรื่องก็ยังไม่หายไปไหน นั่นคือ ‘ความหวัง' ว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิม...



Category:Other
ไม่ว่าจะเปิดทีวี เปิดนิตยสาร เดินออกไปนอกบ้าน หรือฟังวิทยุ สิ่งที่ติดตามมาด้วยอย่างไม่มีทางเลี่ยงก็คือ ‘โฆษณา’

แม้กระทั่งจะเดินไปขึ้นรถโดยสาร เราก็ยังเจอกับโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่เบ้อเริ่มที่แปะมากับตัวรถด้วย

ดูเหมือนว่า ‘โฆษณา’ กลายเป็นสิ่งสามัญในชีวิตที่คนอย่างเราๆ เสพเข้าไปจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าเราจะอยากรับรู้หรือไม่ โฆษณาที่แพร่กระจายไปยังที่ต่างๆ ก็แทรกซึมเข้าไปในความทรงจำของเราโดยไม่รู้ตัว

ชายคนหนึ่งเชื่อว่าการบริโภคโฆษณาเข้าไป แม้จะไม่ตั้งใจ ก็ยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงการจดจำสินค้าได้อย่างแม่นยำ และนำไปสู่ความกระหายอยากในการ ‘บริโภคสินค้า’ อันนำมาซึ่งวิถีชีวิตแบบ ‘บริโภคนิยม’ ที่ทำให้ใครหลายคนไม่เคยฉุกคิดว่าวัตถุ สินค้า หรือบริการนานาชนิดที่อยากได้ใคร่มีนั้น คือความจำเป็นแห่งชีวิตจริงหรือไม่?

ชายคนนั้นชื่อว่า ‘คาล แลสเซน’ (Kalle Lasn) เป็นผู้กำกับโฆษณา นักออกแบบสิ่งพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อโฆษณา ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Adbusters และผู้ผลิต-ผู้จำหน่ายรองเท้าผ้าใบ Blackspot Anticorporation

......................................

แม้จะมีหมวกหลายใบให้ คาล แลสเซน สวมใส่ แต่บทบาทที่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเสมอ คือการประกาศตัวอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับการบริโภคนิยม (Consumerism) และเมื่อปราการด่านแรกในโลกบริโภคนิยมคือการ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ เพื่อกระตุ้นต่อมอยากได้-อยากซื้อ-อยากมี คาล แลสเซน จึงใช้วิธีเดียวกันนี้ในการต่อสู้กับกองทัพโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกผลิตขึ้นมาในแต่ละวัน เพื่อเสนอ ‘ภาพอีกด้าน’ ที่โฆษณาชวนเชื่อไม่เคยอนุญาตให้คุณรู้

ความแสบสันต์ของสื่อโฆษณาที่แลสเซนและผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันสร้างขึ้น คือการยั่วล้อโฆษณาดังๆ ยอดนิยมที่สามารถสร้างกระแสแห่งความต้องการบริโภคได้อย่างแพร่หลาย

โฆษณาซ้อนโฆษณาของแลสเซนถูกรู้จักกันในนามว่า Spoof Ads และโฆษณาสินค้าเด่นๆ ที่ถูกนำมายำก็ได้แก่ Bennetton, CK, Absolut Vodka เป็นต้น

แม้ว่า Bennetton ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจะพยายามเชิดชูสินค้าของตนว่าเป็นสินค้าเพื่อคนทุกผิวสี และมีสโลแกนว่า The True Colors of Bennetton แต่แลสเซนมองกลยุทธ์ทางการตลาดว่าด้วย ‘การเป็นสินค้าสำหรับคนทุกผิวสี’ นั้น แท้จริงเป็นเพียงความพยายามในการขยายตลาดทำเงินของตัวสินค้าให้กว้างออกไปก็เท่านั้น สีที่แท้จริงของเบนเนตตองในสายตาของแลสเซนจึงได้แก่สีเขียวๆ ของธนบัตรนั่นเอง

นอกจากนี้ สินค้าที่เชิดชู ‘ความสวยงาม’ เช่นแบรนด์แคลวินไลน์ (CK) ที่โด่งดังจากโฆษณาสิ่งพิมพ์โทนขาว-ดำ ซึ่งใครๆ เห็นก็จำได้ เพราะจะมีนายแบบ-นางแบบหน้าตาสวยงาม หุ่นดี มีเสน่ห์ หมุนเวียนกันมาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า แลสเซนมองว่าการโฆษณาชวนเชื่อของสินค้าประเภทนี้ ส่งสารบางประเภทไปยังผู้บริโภค และส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้คนจำนวนมากเชื่ออย่างจริงๆ จังๆ ว่าความสวยงามที่สมบูรณ์แบบมีมาตรฐานของมัน ซึ่งการจะเข้าถึงความงามแบบนั้นจะต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ตามที่โฆษณาชวนเชื่อชี้ให้ดู เช่นว่า ผู้หญิงมีเสน่ห์จะต้องหอม (ขายน้ำหอม) จะต้องดูดีทันสมัย (ขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ) ส่วนผู้ชายก็ต้องดูแลตัวเองไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นที่ต้องการของคนอื่นๆ (สร้างกระแสผู้ชายเมโทรเซ็กชวล)

การครอบงำทางจิตใจเช่นนี้ แลสเซนมองว่ามีผลที่น่ากลัวพอๆ กับการสะกดจิตหมู่เลยทีเดียว เพราะคนในสังคมที่เต็มไปด้วยการบริโภคนิยม มักจะลงเอยด้วยความไม่พอใจในตัวเอง และไม่เคยรู้สึก ‘เต็ม’ แต่จะต้องมองหาวัตถุนอกกายบางอย่าง (หรือหลายอย่าง) มาสร้างความมั่นใจให้กับชีวิตอยู่ตลอดเวลา

Spoof Ads ที่แลสเซนล้อเลียนโฆษณาชวนเชื่อของแคลวินไคลน์จึงได้แก่รูปชายหนุ่มที่มีเรือนร่างกำยำราวกับรูปปั้น แต่เขาก็ยังไม่วายไม่แน่ใจเสน่ห์ความเป็นชายของตัวเอง และต้องคอยมองสำรวจสัญลักษณ์แห่งความเป็นชายอย่างไม่แน่ใจ

ส่วนหญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้นที่เราเห็นเพียงด้านหลังอาจไม่ชัดเจนนักว่า Spoof Ad ชิ้นนี้ต้องการสื่อถึงอะไร แต่ถ้าได้ดูเวอร์ชั่นที่เป็นหนังโฆษณา จะรู้ว่าเบื้องหน้าหญิงสาวคือโถส้วม และเจ้าของร่างบอบบางนั้นกำลังล้วงคอตัวเองให้อาเจียนเอาอาหารออกมา เพื่อเป็นการชี้ให้คนดูเห็นว่ามีผู้หญิงจำนวนมากต้องทรมานร่างกายของตัวเองจนเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมากมาย บางรายถึงขั้นเสียชีวิต เพียงเพราะพวกเธอถูกทำให้เชื่อว่าการมีเรือนร่างที่สวยงามจะต้องเป็นมีแบบอย่างเดียวกับนางแบบในโฆษณาเท่านั้น

สินค้าอีกประเภทหนึ่งซึ่งแลสเซนเห็นว่าเป็นตัวร้ายไม่แพ้กัน ได้แก่ รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดัง อาทิ ไนกี และ คอนเวิร์ส ซึ่งมักจะไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากว่าค่าแรงถูกกว่า สามารถลดต้นทุนการผลิตไปได้มาก

แต่เรื่องก็เป็นอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ คือ โรงงานเหล่านั้นถูกเรียกว่า Sweat Shop ซึ่งดำเนินการอยู่บนหยาดเหงื่อแรงงานของคนงาน เพื่อให้ความเท่ ความเก๋ ของผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องการสวมใส่ ถูกเติมเต็มด้วยสินค้าราคาแพงรุ่นใหม่ๆ แต่เม็ดเงินเหล่านั้นจะไม่มีวันกระเซ็นไปถึงคนที่ทำงานหนักในกระบวนการผลิตระดับล่างของโรงงาน อย่างดีก็ได้แค่ค่าแรงวันต่อวัน แต่อย่าไปพูดถึงสวัสดิการด้านสุขภาพ แรงงาน หรือด้านเงินชดเชยแต่อย่างใด (เพราะมันไม่มี) ซึ่งขั้นตอนที่สูบเงินรายได้จากการขายสินค้าไปมิใช่น้อยก็คือ ‘งบโฆษณาชวนเชื่อ’ นั่นเอง

แม้จะฟังดูสุดโต่งไปบ้าง แต่การกระทำของแลสเซนก็มีเหตุผลรองรับที่น่าฟัง เพราะเมื่อสินค้าต่างๆ ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ความเป็นจริงข้อนี้ย่อมส่งผลไปสู่ขั้นตอนการผลิต (ทำอย่างไรให้ผลิตสินค้าได้มากที่สุดเพื่อลูกค้าทั่วโลกจะได้บริโภคกันถ้วนหน้า?) ขั้นตอนการโฆษณา (เพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อสินค้า หรือ Brand Loyalty ในหมู่ผู้บริโภค) และขั้นตอนเหล่านี้ไม่เป็นธรรมเอาเสียเลยกับผู้ใช้แรงงานที่อยู่ตรงส่วนฐานการผลิต

ความคิดว่า ‘การออกแบบโฆษณา’ มีราคาแพงกว่า ‘หยาดเหงื่อแรงงาน’ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การกระจายรายได้จากสินค้าไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมเสียที...

ก่อนที่แลสเซนจะเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้ามกับกระแสแห่งการบริโภค เขาเคยเป็นผู้กำกับหนังสารคดี และเคยเป็นนักกิจกรรมในแคนาดา เขาจึงหยิบ ‘สื่อโฆษณา’ มาใช้ในการต่อต้าน ปลุกระดมความคิด เพื่อความสมน้ำสมเนื้อกัน

แนวคิดและการออกแบบของแลสเซนได้รับการยอมรับอย่างมากในหมู่นักคิด นักเขียน นักออกแบบ และนักโฆษณาหัวขบถทั่วโลก พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้งองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาทำโครงการรณรงค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ‘สัปดาห์แห่งการปิดทีวี’ (TV Turn Off Week) ‘วันไม่ซื้ออะไรเลย’ (Buy Nothing Day) และ ‘วันงดใช้รถ’ (Car Free Day) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำนิตยสาร ชื่อ Adbusters ขึ้นมาให้คนทั่วโลกได้อ่านกัน

ว่ากันว่านิตยสาร Adbusters คือช่องทางที่แลสเซนใช้สื่อสารกับคนภายนอก เพราะโฆษณายั่วล้อโฆษณาที่เขาจับสินค้ายอดนิยมมายำจนเละนั้น ไม่มีสื่อโทรทัศน์วิทยุหรือสิ่งพิมพ์ไหนกล้าลงให้เลยสักราย เขาจึงรวบรวมคนคอเดียวกันให้มาสร้างสรรค์สื่อด้วยกันเสียเลย

ถึงตอนนี้ นิตยสาร Adbusters ยังคงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องทุกๆ 2 เดือน พร้อมทั้งแตกแขนงไปสู่เวบไซต์เป็นที่เรียบร้อย

แม้ว่าการหากำไรจากนิตยสารจะไม่ใช่ประเด็นหลักของแลสเซน แต่จำนวนผู้อ่านของ Adbusters ก็มีสูงถึง 120,000 คนแล้ว (นับจากจำนวนคนอ่านที่สมัครสมาชิกอย่างเดียว) และมีแนวโน้มว่าจะขับเคลื่อนต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วยการรับโฆษณา ‘ที่เป็นประโยชน์’ มาลงในนิตยสาร ซึ่งโฆษณาที่เป็นประโยชน์ในความหมายของ Adbusters ก็ได้แก่โฆษณาหนังสือ วรรณกรรม หรือสื่อสำหรับการเรียนรู้ของคนในสังคม

การต่อสู้เพื่อความคิดความเชื่อของแลสเซน ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ภาคพื้นยุโรป ในปี 2006 ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนหนุ่มสาวในยุโรปลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวมากกว่าคนในยุคก่อนหน้า แต่สื่อบางกระแสก็บอกว่าแลสเซนเป็นเพียงนักกิจกรรมหัวเอียงซ้ายที่ไม่เข้าใจเรื่องความสำคัญของกลไกตลาด

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร อย่างน้อยที่สุด คาล แลสเซน ก็กล้าตั้งคำถามและลุกขึ้นมาคัดง้างกับความเชื่อกระแสหลักด้วยความแน่วแน่...

และจะมีกี่คนที่กล้าทำอย่างนั้น?

เผยแพร่ครั้งแรกที่เวบไซต์ประชาไท (http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7884&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai)


Category:Other
ภาพถ่ายที่ได้รางวัล World Press Photo Award ประจำปี 2007 ของ ‘สเปนเซอร์ แพลทท์’

ในความรับรู้ของคนทั่วไป ประเทศที่ตกอยู่ในไฟสงครามมาเนิ่นนานอย่าง ‘เลบานอน’ น่าจะเต็มไปด้วยผู้คนที่โศกเศร้า และถูกครอบงำด้วยเงาแห่งการสูญเสีย

แต่เมื่อภาพถ่ายของ สเปนเซอร์ แพลทท์ (Spencer Platt) ช่างภาพข่าวชาวอเมริกัน ถูกตีพิมพ์บนหน้าปกนิตยสาร TIME ในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา และได้รับรางวัล World Press Photo Award ประจำปี 2007 ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ภาพของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเศษซากแห่งสงครามในสายตาใครหลายคนก็เปลี่ยนแปลงไป...

รถสปอร์ตเปิดประทุนสีแดงเป็นมันปลาบ และหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยราวยี่สิบต้นๆ แต่งตัวทันสมัย ไม่ต่างจากหนุ่มสาวในโลกตะวันตกทั่วไปที่กล้าเปิดเผยทรวดทรง ไม่มีการสวมผ้าคลุมผมหรือนุ่งห่มเสื้อผ้ามิดชิด

สาวผมดำในเสื้อสายเดี่ยวยกโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าขึ้นมาถ่ายรูปทิวทัศน์รอบตัว ในขณะที่สาวผมทองสวมแว่นตากันแดดมองออกมานอกรถ อีกหนึ่งสาวยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกและปากด้วยอาการของคนที่ได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ หญิงสาวคนที่เหลือถูกบดบังจนเหลือเพียงเสี้ยวหนึ่ง ส่วนชายหนุ่มที่เป็นคนขับก็สวมแว่นดำอย่างเท่เก๋ไก๋เหมาะเจาะกับพาหนะที่ขับมา

ถ้าหนุ่มสาวกลุ่มนี้กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่ในนิวยอร์คหรือลอนดอน (หรือมหานครอื่นๆ ของโลก) ภาพถ่ายของแพลทท์คงจะดูธรรมดาสามัญมาก แต่เนื่องเพราะฉากหลังของภาพนี้คือซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่ถูกระเบิดจากอิสราเอลทำลายไปเมื่อกลางปี 2006 ความขัดแย้งระหว่างรถยนตร์คันหรูและหนุ่มสาวที่ดูฟู่ฟ่าทันสมัยกับเศษซากแห่งสงคราม จึงกลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีที่ทำให้ใครต่อใครต้องเพ่งมองรูปนี้ซ้ำอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ

มุมหนึ่งของภาพ หญิงสวมผ้าคลุมฮิญาบกำลังก้มลงดูความเสียหายที่เกิดขึ้น ในขณะที่ชายหนุ่มในเสื้อยืดสีขาวมอมแมมหันหน้ามามองหนุ่มสาวกลุ่มนั้นด้วยใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

คงไม่มีใครเดาได้ว่าความรู้สึกของคนที่อยู่ในภาพนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่ภาพถ่ายของแพลทท์ก็ทำให้ผู้คนกว่าค่อนโลกได้รับรู้ว่า ณ ดินแดนเก่าแก่ที่ไฟสงครามยังคุกรุ่น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่เคยเห็น...

:::เรื่องเกี่ยวกับ ‘เลบานอน’ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้:::

แม้ภาพลักษณ์ของเลบานอนจะดูเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาและกำลังดิ้นรนพัฒนาตัวเองให้ทัดเทียมประเทศอาหรับอื่นๆ แต่หลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวเลบานอน อาจจะดีกว่าบ้านเมืองที่อยู่ในซีกโลกอื่นด้วยซ้ำ

ในฐานะที่ ‘เลบานอน’ เป็นดินแดนที่ถูกกล่าวถึงในพันธสัญญาฉบับเก่าของชาวคริสต์ถึง 75 ครั้ง คงพอจะอนุมานได้ว่าเลบานอนมีรากเหง้าที่เก่าแก่พอสมควร เริ่มจากยุคคริสตกาลที่แผ่นดินอิสราเอล ปาเลสไตน์ อียิปต์ ซีเรีย และเลบานอน ยังเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน และก้าวผ่านกาลเวลาต่อจากนั้นด้วยการตกอยู่ในการปกครองของประเทศและอาณาจักรต่างๆ ถึง 16 แห่งด้วยกัน

อาณาจักรแรกสุดที่เข้ามายึดครองดินแดนเลบานอนคือ ‘อียิปต์’ ตามมาด้วยอาณาจักรเก่าแก่ที่สูญสลายไปแล้วเช่น ฮิตไทต์, แอสซีเรียน, บาบิโลน, เปอร์เซีย, กองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราช, อาณาจักรโรมันในยุคไบแซนไทน์, อาณาจักรอาราเบีย, จักรวรรดิออตโตมัน และในโลกยุคใหม่ เลบานอนเคยถูกอังกฤษ, ฝรั่งเศส และซีเรีย ปกครองอยู่หลายปี

‘เบรุต’ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเลบานอน เคยถูกทำลายด้วยสงครามมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่ก็ได้รับการบูรณะกลับมาทุกครั้ง จนนักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่าเบรุตเปรียบเสมือนนกฟีนิกซ์ในตำนาน ที่จะเกิดใหม่อีกครั้งจากเถ้าถ่านของตัวเอง

ศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในเลบานอนคือศาสนาอิสลาม แต่ก็ยังมีคนที่นับถือศาสนาอื่นๆ อีก ถึง 16 ศาสนา และผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายต่างๆ ก็สูงถึงร้อยละ 40 ของจำนวนประชากรทั่งหมด ถือว่าเป็นประเทศในโลกมุสลิมที่มีคริสตศาสนิกชนอยู่ร่วมด้วยมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งพวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อขัดแย้งอะไรรุนแรง (อาจเพราะชาวเลบานอนเกือบทุกกลุ่มมีศัตรูร่วมกันคือประเทศ ‘ข้างบ้าน’ อย่างอิสราเอลก็เป็นได้)

หากข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นก็คือว่า รัฐบาลเลบานอนมาจากการเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย! ไม่เคยมี ‘รัฐบาลเผด็จการ’ ใดๆ เข้าครอบครองพื้นที่ทางการเมืองมาก่อน และจำนวนประชากรเพียง 3.5 ล้านคนก็ทำให้การจัดการด้านคุณภาพชีวิตของพลเมืองทำได้ค่อนข้างจะทั่วถึง

ในส่วนของประชาชนชาวเลบานอนยุคใหม่ มีอัตราผู้รู้หนังสือร้อยละ 70 มีมหาวิทยาลัยกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ และมีแพทย์ 1 คนคอยดูแลรักษาต่อคนไข้ 10 ราย ในขณะที่เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาอย่างสหรัฐอเมริกามีแพทย์คอยให้การรักษาในอัตรา 1 คน ต่อคนไข้ 100 ราย

เมื่อครั้งที่เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในปี 2006 นอกเหนือจากสนามบินในเบรุตซึ่งเป็นเมืองหลวง ดูเหมือนว่าเมืองอื่นๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือของเลบานอนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสงครามเมื่อปีกลายมากนัก แต่ที่โดนหนักสุดเห็นจะเป็นเมืองต่างๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เพราะดินแดนแถบนั้นคือพื้นที่ชุมนุมของกองกำลังติดอาวุธ ‘ฮิซบอลลาห์’ (Hizballah – กองทัพแห่งพระเจ้า) ที่รวมตัวกันลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านการยึดครองของทหารอิสราเอลอย่างยืดเยื้อยาวนานมากว่า 20 ปี

เมื่อกองกำลังฮิซบอลลาห์ครอบครองพื้นที่และจิตใจของชาวเลบานอนที่อยู่ทางตอนใต้ ดินแดนแถบนั้นก็กลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่อิสราเอลต้องการกวาดล้างให้สิ้นซาก ในขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือมีทั้งภูเขาสูงและพื้นที่ที่อยู่ติดทะเล ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำเงินรายได้เข้าประเทศมากมาย

คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก ถ้าความต่างทางเศรษฐกิจจะพลอยทำให้ผู้คนในประเทศเดียวกันมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

ในขณะที่ชาวเมืองภาคเหนือและภาคกลางของเลบานอน ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศ อาจได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงไปเนื่องจากเกิดสงคราม แต่ต้นทุนที่พวกเขามีอยู่ คงจะมากกว่าชาวเลบานอนทางใต้อีกหลายครอบครัวที่ไม่เหลือแม้แต่บ้านให้ซุกหัวนอน...

:::Photojournalist กับภาพที่ใช้แทนคำพูดนับพัน:::

ชื่อเสียงของ ‘สเปนเซอร์ แพลทท์’ อาจจะไม่โด่งดังเทียบเท่ากับช่างภาพข่าว หรือ Photojournalist ระดับตำนานคนอื่น อาทิ โรเบิร์ต คาปา (Robert Capa), อองรี การ์ติเยร์ เบรสซง (Henry Cartier Bresson) หรือแม้แต่ช่างภาพข่าวรุ่นหลังๆ อย่าง สตีฟ แมคเคอรี (Steve McCurry) ผู้มีผลงานโด่งดังเป็นภาพถ่าย หญิงสาวผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถาน บนปกนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟิก แต่งานของสเปนเซอร์ แพลทท์ ก็มีให้เห็นอย่างต่อเนื่องมาตลอด นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มทำงานเป็นช่างภาพข่าวในยุค 90’s และผลงานของเขาคือส่วนผสมของเหตุการณ์ระดับปรากฏการณ์ และชีวิตประจำวันของผู้คนในแต่ละแห่ง

ภาพหนุ่มสาวชาวเลบานอนสมัยใหม่ที่ประกาศความหรูหราฟู่ฟ่าด้วยการแต่งกายและการใช้ชีวิตในภาพของแพลทท์ อาจจะมาจากครอบครัวชาวคริสต์ที่ไม่เคร่งครัดเรื่องการแต่งกายเท่ากับชาวมุสลิม พวกเขาจึงสามารถแต่งกายเปิดเผยได้มากกว่าหญิงสาวในชุดคลุมฮิญาบ และความยืดหยุ่นเหล่านี้ก็เลยไปถึงการตัดสินใจประกอบอาชีพด้วย

ในขณะที่ชาวเลบานอนที่เป็นมุสลิมไม่สามารถประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวพันกับทางโลก และอาจจะขัดกับหลักศาสนา ชาวคริสต์หรือชาวเลบานอนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรกับการประกอบธุรกิจดังกล่าว สามารถหารายได้ให้กับครอบครัวอย่างเป็นกอบเป็นกำจากการต้อนรับและบริการนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาในเลบานอนในแต่ละปี

‘ไม กุซซุป’ จิตรกรสาวชาวเลบานอนที่เสียชีวิตหลังจากวิจารณ์ภาพถ่ายของแพลทท์ได้ไม่นานกล่าวไว้ในผลงานชิ้นสุดท้ายของเธอ ว่าหญิงสาวชาวเลบานอนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ และมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนุ่มสาวในภาพ ลงความเห็นว่าผลงานของแพลทท์ชิ้นนี้คือภาพถ่ายของชาวเลบานอนที่ตรงกับความเป็นจริงในทุกวันนี้มากที่สุด

ท่ามกลางภาพของชาวเลบานอนจำนวนมากที่ดูโศกเศร้า ฟูมฟาย และเป็นเหยื่อสงครามที่น่าสงสาร ในอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ ชาวเลบานอนอีกเป็นจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตต่อไปในฐานะชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน

ความแตกต่างอย่างสุดขั้วของคนสองกลุ่มในภาพถ่ายของแพลทท์ ก่อความประหลาดใจแก่ผู้ที่เห็นภาพเป็นอันดับแรก เพราะคนทั่วไปมักจะคาดไม่ถึงว่า ดินแดนเลบานอนอันบอบช้ำจะมีความทันสมัยในรูปแบบ (พิมพ์นิยม) ของโลกาภิวัฒน์รวมอยู่ด้วย

จากนั้น ภาพของแพลทท์จะดึงดูดให้ผู้คนรู้สึกฉงนสนเท่ห์ว่าเพราะเหตุใดหนุ่มสาวสมัยใหม่เหล่านั้นจึงพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซ้ำยังทำให้คนที่ดูภาพนี้อีกเป็นจำนวนมากต้องเพ่งมองดวงหน้าของคนอื่นๆ ในภาพ เพื่อพิจารณาว่าการจัดวางตัวตนของกลุ่มหนุ่มสาวในรถสปอร์ต สร้างอารมณ์หรือความรู้สึกแบบใดให้กับคนในพื้นที่ที่ดูจะมีชะตากรรมขัดแย้งกับพวกเขาอย่างยิ่ง

ถ้าหากภาพผู้สูญเสียจากสงครามทำให้คนที่ได้เห็นภาพรู้สึกหดหู่ ภาพของชาวเลบานอนรุ่นใหม่ที่มีปฏิกริยาแปลกแยกต่อผลลัพธ์อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมดินแดน (ดังเช่นสาวในกลุ่มรถสปอร์ตสีแดงคนหนึ่งยกกล้องมือถือขึ้นมาถ่ายรูปอย่างเห็นเป็นของแปลก) ก็น่าจะสร้างความสะเทือนใจให้คนดูได้ไม่แพ้กัน...

เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนที่คนเรามองผ่านความทุกข์ยากของผู้อื่น เพียงเพราะเราไม่อาจเชื่อมโยงเข้ากับพวกเขา ด้วยเหตุผลเดิมๆ ที่ว่าด้วยความต่างทางพื้นที่ ความต่างทางศาสนา และความต่างในการดำรงชีวิต เป็นข้อจำกัด

แม้ว่าภาพเพียงหนึ่งภาพจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของใครได้ภายในพริบตา แต่อย่างน้อยที่สุดมันอาจทำให้เราเห็นภาพสะท้อนได้บ้างว่า - บางทีเราควรจะหันมาตั้งคำถามกับความเฉยชาของตัวเองให้มากกว่าที่เป็นอยู่...

หรือถ้าใครจะมองภาพถ่ายใบนี้ด้วยแว่นตาของคนมองโลกในแง่ดี หนุ่มสาวกลุ่มนี้อาจจะเป็นตัวแทนของคนอีกกลุ่มที่เข้ามาในพื้นที่ปรักหักพัง เพื่อให้ความช่วยเหลือตามกำลังที่ตัวเองมี

ในกรณีที่ใครหลายคนมองว่า ความขัดแย้งของคนสองกลุ่มในภาพนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและไม่เท่าเทียม-ก็คงจะไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใดอีกเช่นกัน

เพราะใครบางคนเคยบอกไว้ว่า “ภาพเพียงหนึ่งภาพ เปรียบได้กับคำพูดนับพัน”

ผลงานของแพลทท์ชิ้นนี้ก็คงเป็นหนึ่งในคำกล่าวนั้นด้วย...



Category:Movies
Genre: Other
ถ้ามีใครสักคนตะโกนขึ้นมาดังๆ ว่า

‘บริษัทผลิตบุหรี่และโรงงานยาสูบเป็นจำเลยของสังคม - พวกเขาไม่สามารถปกป้องตัวเองได้’

อยากจะรู้เหมือนกันว่าสังคมไทยที่กำลังเต็มไปด้วยคนมีคุณธรรม เชิดชูความดี และต่อต้านอบายมุขทุกชนิดจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

จะตกอกตกใจในความห่าม หรือจะลุกขึ้นมาก่นประณามคนพูด โทษฐานที่ทำลายมาตรฐานอันดีงามของสังคม? ก็ไม่รู้เหมือนกัน...

แต่ที่แน่ๆ ก็คือการแกว่งปากหาเสี้ยนประมาณนี้ คงไม่มีใครคิดจะทำในบ้านเรา เพราะนอกจากจะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากสังคมที่นิยมความดี ก็คงไม่แคล้วจะโดนข้อหา ‘ไม่รักชาติ’ เพิ่มมาอีกกระทงหนึ่ง

โชคดีที่คนพูดประโยคนี้เป็นแค่ตัวละครในนิยายตลกร้ายเรื่อง Thank You for Smoking ของนักเขียนชาวอเมริกัน Christopher Buckley และต่อมากลายเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน โดยฝีมือการกำกับของ Jason Reitman เมื่อปี 2005

นอกจากชื่อเรื่อง Thank You for Smoking หรือ ‘ขอบคุณที่สูบบุหรี่’ จะย้อนแย้งกับประโยคยอดนิยมที่มักจะถูกติดไว้ตามที่สาธารณะว่า ‘ขอบคุณที่งดสูบบุหรี่’ อย่างไม่มีอ้อมค้อม เนื้อหาของหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องนี้ยังเป็นขั้วตรงข้ามของหนังแนวดราม่า-สืบสวนสอบสวนอย่าง Insider ที่บอกเล่าถึงความเน่าเฟะและการทุจริตคอรัปชั่นในธุรกิจยาสูบแบบขาวตัดดำ

ไม่ใช่เพราะว่าหนังเรื่องนี้สนับสนุนการสูบบุหรี่อย่างออกหน้าออกตา แต่เป็นเพราะน้ำหนักในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่ในหนังเรื่องนี้ถูกลดทอนความจริงจังลงไปมาก

ภาพของกลุ่มคนที่ต่อต้านการสูบบุหรี่ ถูกทำให้กลายเป็นพวกไร้อารมณ์ขันและไม่เก๋เท่เท่ากับพระเอกของเรื่อง ซึ่งก็คือ ‘นิค เนย์เลอร์’ (แสดงโดย Aaron Eckhart) – ล็อบบียิสต์ของสถาบันวิจัยยาสูบ ผู้มีพรสวรรค์ในการพลิกเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี และเป็นผู้ที่สามารถสร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับองค์กร (ซึ่งไม่น่าจะมีใครเห็นใจ) อย่างสถาบันยาสูบได้อย่างประสบความสำเร็จ

วิธีการที่นิคใช้รับมือกับฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต่างจากตัวเอง ไม่ใช่วิธีการของล็อบบียิสต์ทั่วไป...

แทนที่เขาจะเน้นเรื่องการเจรจาต่อรองเบื้องหลังฉากกับผู้มีอำนาจในการผ่านกฎหมายออกมาบังคับใช้ เพื่อสร้างหลักเกณฑ์และมาตรฐานของสังคม นิคกลับทำหน้าที่กึ่งๆ พีอาร์ที่ออกมาพูด ‘ประชาสัมพันธ์’ การทำงานของสถาบัน แต่บทบาทที่สำคัญกว่านั้นคือการแก้ต่างข้อกล่าวหานานานัปการที่มีต่อยาสูบ...หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไส้ในของ ‘บุหรี่’ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากๆ ณ เวลาปัจจุบัน!

ในยุคที่กระแสการรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมครอบคลุมแทบจะทุกพื้นที่สื่อในสังคม การสูบบุหรี่คือการฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่ง และเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ทำให้คนอื่นๆ ที่สูดควันบุหรี่มือสองเข้าไปต้องตายอย่างทรมาน

งานของนิคก็คือการหา ‘เหตุผล’ มาหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ให้ได้...

การทำงานแบบแนวหน้ากล้าตายของนิค ส่งผลดีกับสถาบันวิจัยยาสูบมากกว่าการล็อบบีแบบเดิมๆ เพราะถ้าร่างกฎหมายที่ออกมาไม่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาหรือประชาชนอเมริกัน ก็มีโอกาสสูงที่สถาบันฯ จะถูกต่อต้านมากกว่าเดิม

หน้าที่ของนิคจึงได้แก่การสร้างความชอบธรรมให้กับการสูบบุหรี่ และนิคก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเสียด้วย

ในฉากเริ่มเรื่อง...นิคถูกเชิญไปออกรายการทอล์กโชว์แบบถ่ายทอดสด และเป็นตัวแทนจากฝ่ายสนับสนุนการสูบบุหรี่เพียงคนเดียวท่ามกลางกลุ่มผู้คัดค้านการสูบบุหรี่แบบหัวชนฝา

ตัวแทนจากฝ่ายต่อต้านบุหรี่ที่น่าจะสร้างผลสะเทือนทางอารมณ์ให้กับคนดูรายการมากที่สุด ได้แก่หนุ่มน้อยวัย 15 ปีที่เป็นมะเร็งปอดเพราะสูบบุหรี่มาตั้งแต่เด็ก

พิธีกรรายการเกริ่นให้ฟังกันตั้งแต่ต้นว่าอนาคตของเด็กหนุ่มต้องวูบดับลงเพราะบุหรี่ และสุขภาพที่ย่ำแย่ในตอนนี้ก็เป็นผลจากบุหรี่อีกเช่นกัน...

ด้วยวิธีการง่ายๆ ในการชี้นำถึงความเลวร้ายของบุหรี่และการสร้างทัศนคติด้านลบที่ถูกปูทางไว้แล้ว อาจทำให้บางคนที่ดูฉากนี้เตรียมใจรอชมความหายนะของนิคที่ถูกลากมารุมสับกลางเวทีทอล์กโชว์

แต่การโยนคำถามกลับไปยังตัวแทนของวุฒิสมาชิกว่ากฎหมายมีช่องโหว่ที่ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่าวัย 15 ซื้อบุหรี่มาสูบจนกลายเป็นมะเร็งลุกลามใหญ่โตได้ยังไง...คือการตอบโต้ที่ดูเหมือนจะเตรียมการมาอย่างดีของนิค และมันก็พลิกอีกมุมมองหนึ่งมาทำให้คนดูคล้อยตามได้อย่างไม่ทันรู้ตัว

ตบท้ายด้วยการเรียกคะแนนนิยมจากคนดูด้วยการประกาศว่าสถาบันวิจัยยาสูบจะตั้งงบสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งอีก 50 ล้านเหรียญ...เพียงเท่านี้กลุ่มต่อต้านยาสูบก็นึกอะไรมาแย้งไม่ออกแล้วในตอนนั้น

และไม่ว่า ส.ว.ฟินิสเทียร์ (William H. Macey) คู่ปรับคนสำคัญของนิค จะพร่ำพรรณนาถึงความเลวร้ายของบุหรี่ และงัดกลยุทธ์มากมายมาทำลายความน่าเชื่อถือของนิคสักเท่าไหร่ก็ไม่เคยได้ผล

การผลักดันให้ผู้ผลิตบุหรี่แปะภาพหัวกะโหลกไขว้เพื่อแสดง ‘อันตราย’ ของบุหรี่ เป็นเรื่องหนึ่งที่ฟินิสเทียร์นำมาใช้เพื่อหวังจะตัดตอนการเติบโตของธุรกิจบุหรี่ แต่นิคก็หาทางเอาตัวรอดด้วยการร่วมมือกับฮอลลีวู้ดให้ผู้อำนวยการสร้างยัดบุหรี่ใส่มือพระเอกหนังยอดนิยมสักคนหนึ่ง แลกกับเงินสปอนเซอร์ก้อนโต เพื่อที่ค่านิยมว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องเท่ๆ จะได้กลับมาอยู่บนแผ่นฟิล์มอีกครั้ง (เหมือนอย่างที่ฮอลลีวู้ดเคยใช้มุขนี้กับตัวละครมากมายในหนังยุค 20’s – 30’s)

เมื่อลองแล้วทุกวิถีทาง แต่ไม่เคยได้ผล ฟินิสเทียร์จึงสั่งให้คนไป ‘อุ้ม’ นิคมาอัดสารนิโคตินเข้าร่างกายให้ตายๆ ไปเลย คงจะสิ้นเรื่องสิ้นราว...

อีกด้านหนึ่ง นักข่าวสาว ‘เฮทเธอร์ ฮอลโลเวย์’ (Katie Holmes) ก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อล้มล้างความน่าเชื่อถือของนิคเช่นกัน และการทำอย่างนั้นได้ เธอต้องใช้ตัวเองเข้าแลกเลยด้วย

เฮทเธอร์ตีพิมพ์บทความที่เอาข้อมูล Off the Record มาใช้ ซึ่งนิคพูดเปิดอก (บนเตียง) ว่าเขาคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและผลประโยชน์ขององค์กรที่ทำงานอยู่เท่านั้น และมันก็เป็นความจริงที่นิคไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน

เหตุผลน้ำเน่าที่นิคเอามาใช้เป็นข้ออ้างในการประกอบอาชีพล็อบบียิสต์ ก็คือประโยคอมตะของคนทำงานที่ว่า ‘ใครๆ ก็ต้องหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทั้งนั้นแหละ’ !!!

และใครๆ ที่ว่านั่นก็ควรจะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดให้มันถึงที่สุด...

เป้าหมายในชีวิตของนิคจึงได้แก่การใช้พรสวรรค์ทางการพูด โน้มน้าวจิตใจคนฟังให้เชื่อในเหตุผลที่เขาต้องการให้คนอื่นเชื่อ เพื่อประโยชน์ของตัวเองและองค์กรที่เขาทำงานให้

แต่สิ่งที่เฮทเธอร์ทำให้นิคกลายเป็นผู้ร้ายตัวจริงได้ คือการดึงเอา ‘โจอี้’ (Cameron Bright) ลูกชายของนิคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยส่วนหนึ่งในบทความของเธอบอกกับคนอ่านว่า นิคพยายามทำให้โจอี้เห็นดีเห็นงามกับการเกี่ยวข้องกับอบายมุขทุกชนิด เพราะเขาพาเด็กวัย 12 ปีอย่างโจอี้ไปพบปะกับหมู่เพื่อนที่เป็นล็อบบียิสต์ให้กับสมาคมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสมาคมผู้ใช้อาวุธปืนด้วย

สำหรับสังคมที่อ่อนไหวเรื่องศีลธรรม...ความบกพร่องในการเป็นพ่อถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับได้ และยิ่งพ่อของเด็กเป็นตัวร้ายที่คอยหยิบยื่นภัยเงียบอย่างบุหรี่ให้กับคนอื่นๆ อย่างนิคด้วยแล้ว ความผิดของเขาก็เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ความเห็นอกเห็นใจที่นิคถูกลักพาตัวและรอดชีวิตกลับมาได้ในสภาพปางตายจึงมลายหายไปทันที...

โปสเตอร์ที่ใช้ในฝรั่งเศส นิค เนย์เลอร์ (แอรอน เอ็คฮาร์ท) มีวงแหวนบนหัวเหมือนเทวดา...

แต่ว่าวงแหวนนั่นก็คือควันบุหรี่ (ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็ยื่นไฟแช็คให้กับคนดูด้วย)

ภาพของ ‘ล็อบบียิสต์’ ในแบบของนิค เนย์เลอร์ น่าจะทำให้คนดูระลึกขึ้นได้ว่าคนที่ทำอาชีพนี้ จริงๆ ก็ไม่ต่างจากเราๆ สักเท่าไหร่

ในด้านหนึ่ง เราอาจต้องตีหน้าว่าเป็นมิตรกับคนอื่น แต่ในใจยังต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว หรืออย่างน้อยที่สุด เราอาจต้องทนฝืนยิ้มเพื่อเอาใจใครอีกมากมายในระหว่างการทำงาน ‘เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง’

ประเด็นเรื่อง ‘ความดี’ และ ‘ความจริงใจ’ อาจถูกแทนที่ด้วยคำว่า ‘ความยืดหยุ่นทางศีลธรรม’ แบบที่นิค ชอบใช้อธิบายการกระทำของตัวเอง และมันก็ยังใช้ได้ผล ตราบเท่าที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมยังไม่มีกลไกสำหรับตรวจสอบที่เป็นรูปธรรมกว่านี้

นิคไม่เคยกล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นคนดี แต่เขาเป็นคนที่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างความเชื่อของคนอื่นได้ ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามของนิคไม่สามารถหาอะไรมาโต้เถียงได้นอกจากความดีงามและความเหมาะสม คนแบบนิคก็จะสามารถตะแบงไปได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ทำผิดกติกาแต่อย่างใด...

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นนิคเป็นตัวเอกแสนดีที่ต้องเอาใจช่วยตลอดเวลา เพราะความกะล่อนของนิคเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก พอๆ กันกับที่เราสามารถแปะฉลาก ‘คนเห็นแก่ตัว’ ให้กับนิคได้อย่างไม่ขัดเขิน

แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อาจถึงขั้นฟันธงว่านิค ‘เลว’ และ ‘ร้าย’ จนสมควรฆ่าให้ตาย

ในทางกลับกัน การที่คนดีและ ‘หวังดี’ ต่อคนอื่นอย่าง ส.ว.ฟินิสเทียร์ ผู้ไม่ต้องการให้โลกนี้มีอบายมุขที่เลวร้ายอย่างบุหรี่ คิดจะฆ่านิคให้ตายเพราะนิโคตินที่นิคพยายามเชิดชู ดูจะเป็นวิธีการที่เลือดเย็นมิใช่น้อย

แม้แต่นักข่าวสาวอย่างเฮทเธอร์ที่ดูจะเป็นความหวังเดียวในการนำเสนอข้อมูลแก่สังคม พอเอาเข้าจริงเธอก็อดไม่ได้ที่จะใส่สีตีไข่ให้นิคดูเลวร้ายกว่าที่เป็น เพราะเธอรู้ว่าข่าวร้าย ‘ขายได้’ และ ‘ขายดี’ เสมอ...

เรื่องของความดี และการกำจัดความชั่วร้ายโดยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับทุกเรื่องก็ได้...

ในฐานะคนดูหนังที่ไม่สูบบุหรี่ (อีกต่อไป) อยากจะบอกชัดๆ ว่า หนังเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการสนับสนุนหรือต่อต้านการสูบบุหรี่มากนัก

ความสนุกของหนังเรื่อง Thank You for Smoking อยู่ที่ชีวิตอันพลิกผันยอกย้อนของล็อบบียิสต์ตัวแสบอย่างนิค แต่ประเด็นใหญ่ที่สุด (ในความเห็นส่วนตัว) น่าจะอยู่ในฉากเล็กๆ ที่นิคถามเด็กๆ ในห้องเรียนเมื่อวันที่เขาไปแนะแนวเรื่องการประกอบอาชีพว่า

“ถ้ามีคนบอกว่าช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว หนูๆ จะเชื่อเขามั้ย?”

แน่นอน... เด็กๆ ทั้งห้องส่ายหน้าปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้นพวกหนูๆ ก็ต้องลองดูด้วยตัวเอง ถึงจะรู้ว่ามันดีหรือไม่ดียังไง” นิคตบท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ถึงแม้ว่าวุฒิภาวะของเราอาจจะมีมากกว่าเด็กประถมในเรื่อง มันก็ยังมีทางเป็นไปได้สูงที่เราอาจจะเลือกในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชีวิต

แต่อย่างน้อยที่สุด อำนาจในการเลือกหรือการตัดสินใจก็ควรจะอยู่ที่ตัวเราเองไม่ใช่หรือ?

หมายเหตุ: Thank you for smoking กลายเป็นหนังแผ่นให้เช่าในบ้านเราแล้ว ชื่อว่า ‘แผนเด็ดพีอาร์สมองเสธ.’



Category:Movies
Genre: Drama
รถประจำทางที่เต็มไปด้วยผู้คนกำลังแล่นไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไม่มีใครรู้ ใบหน้าขรึมของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งนิ่งอยู่ในชุดสูทสีดำ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ให้คนดูคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไร ดวงตาคู่นั้นดูเวิ้งว้าง แต่ก็ตึงเครียดกดดัน และมีพลังดึงดูดจนเกิดคำถามว่าในอีกวินาทีข้างหน้า...จะเกิดอะไรขึ้น...

นั่นคือฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่กลายเป็นประเด็นอื้อฉาว ทันทีที่มีการประกาศว่ารางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Award สาขา ‘ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ประจำปี 2549 เป็นของภาพยนตร์ ‘ปาเลสไตน์’ ชื่อว่า Paradise Now

ผู้กำกับและคนเขียนบทหนังเรื่องนี้เป็นคนเดียวกัน ซึ่งก็คือ ฮานี อาบู-อัสซาด (Hany Abu-Assad) ผู้มีสัญชาติระบุในไว้พาสปอร์ตว่าเป็นชาว ‘อิสราเอล’ โดยกำเนิด เพราะเขาเกิดที่เมืองนาซาเร็ธ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในเขตของอิสราเอล แต่อาบู-อัสซาดเป็นชาวอาหรับเชื้อสายปาเลสไตน์ และเขาได้ย้ายไปอยู่เนเธอแลนด์เมื่ออายุเพียง 19 ปี

ปัจจุบันนี้ เขายังยืนยันกับใครต่อใครว่าสัญชาติที่แท้จริงของเขาจะเป็นอะไรนั้น—ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยสักนิดเดียว

“ผมไม่ใช่ชาวอิสราเอล เพราะอิสราเอลเรียกตัวเองว่าเป็น ‘รัฐแห่งยิว’ และผมก็ไม่ใช่ยิว แต่ถ้าอิสราเอลเป็นรัฐที่เปิดกว้างสำหรับทุกๆ คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้น ผมก็คงจะสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นชาวอิสราเอล” --นี่คือประโยคที่อาบู-อัสซาดเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเอาไว้

หลังจากได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากสถาบันผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำฮอลลีวู้ด (HFPA: Hollywood Foreign Press Association) ไปครอบครองได้เพียงไม่นาน สถาบันอคาเดมีผู้รับผิดชอบรางวัลออสการ์ก็ประกาศว่าภาพยนตร์ 1 ใน 5 ที่เข้าชิงรางวัลสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film) ในปีนี้ก็มีหนังเรื่อง ‘พาราไดส์นาว’ รวมอยู่ด้วย

ชาวยิวอเมริกันจำนวนหนึ่ง รวมไปถึงครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการระเบิดพลีชีพจากที่ต่างๆ ได้มารวมตัวกัน เพื่อชุมนุมประท้วงที่หน้าสถาบันอคาเดมีเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าหนังเรื่องพาราไดส์นาวไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความหวั่นผวาต่อ ‘ลัทธิก่อการร้าย’ ที่มีข่าวว่าแพร่กระจายไปทั่วโลก นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 ขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ (และความขัดแย้ง) ตามมาอีกมากมาย เพราะหนังของผู้กำกับอาบู-อัสซาดเรื่องนี้ พูดถึงเรื่องราว 48 ชั่วโมงสุดท้ายในชีวิตชายสองคนซึ่งตัดสินใจจะเป็นมือระเบิดพลีชีพ และผู้ประท้วงมากมายประณามตัวละครในเรื่องว่าเป็น ‘ปีศาจร้าย’ ที่ฆ่าคนบริสุทธิ์เพียงเพื่อจะสนองความบ้าคลั่งอุดมการณ์ของตัวเอง

ส่วนเหตุผลอีกข้อที่ถูกหยิบยกมาประกอบการเรียกร้องรางวัลคืนก็คือตามกฏแล้ว หนังที่จะเข้าชิงรางวัลในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศได้ จะต้องเป็นหนังที่ส่งเข้าชิงรางวัลในนามของ ‘ประเทศ’ ‘สาธารณรัฐ’ หรือ ‘รัฐชาติ’ ที่มีเอกราชและมีอำนาจปกครองตนเองอย่างเป็นทางการ แต่ใครๆ ก็รู้กันว่าปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นประเทศ ไม่มีเอกราช และดูท่าว่าคงจะไม่มีโอกาสประกาศอิสรภาพได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าหนังเรื่องพาราไดส์นาวจะยังดีไม่พอในสายตาคณะกรรมการฯ หรือจะเป็นเพราะสถาบันอคาเดมีต้องการลดแรงเสียดทานของสังคม แต่สิ่งที่นักดูหนังรับรู้โดยทั่วกันก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า รางวัลออสการ์สาขาภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปีนี้ ไม่ได้เป็นของผู้กำกับที่ชื่อฮานี อาบู-อัสซาดเหมือนอย่างที่นักวิจารณ์คาดเดากันเอาไว้

แต่ถึงจะไม่ได้รางวัลจากเวทีออสการ์ (ซึ่งไม่ได้เป็นรางวัลที่ตัดสินหรือชี้วัดคุณภาพของหนังได้อย่างเที่ยงธรรมถูกจริตคนทั้งโลกสักเท่าไหร่) หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคนไปแล้ว...

"แรงขับเคลื่อนภายในของ Suicide Bomber"

ในเมืองไทย ‘พาราไดส์ นาว’ ที่เราอาจแปลเป็นภาษาแม่ (แบบบ้านๆ) ว่า ‘สวรรค์ทันตา’ ได้อำลาจากโรงภาพยนตร์ไปแล้ว โดยที่ข้อกังขาต่อหนังเรื่องนี้ในเมืองไทยไม่ได้รุนแรงเท่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์อันเผ็ดร้อนในกระทู้ของเวบไซต์เยรูซาเล็มเน็ตนิวส์ (Ynetnews) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ภาษาอังกฤษของชาวอิสราเอลและชาวยิวสัญชาติอื่นๆ และเป็นเวบไซต์ที่มีผู้อ่านทั่วโลกเป็นจำนวนมาก

แต่อย่างน้อยที่สุดก็พูดได้ว่า ‘หนังนอกกระแส’ เรื่องนี้สามารถยืนโรงฉายในบ้านเราได้นานพอดู พร้อมกับเสียงชื่นชมหนาหูว่านี่คือหนังที่ ‘เป็นกลาง’ มากที่สุดในการบอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งของคู่แค้นอย่าง อิสราเอลและปาเลสไตน์ (แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าความเป็นกลางที่พูดถึงกันบ่อยๆ นั้นมันมีจริงหรือเปล่า...)

จุดเด่นที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีคนพูดถึงกันมาก ก็คือการเติมน้ำหนักของความเป็นมนุษย์ลงไปในคาแรกเตอร์ของตัวละครหลัก และเป็นการพลิกแง่มุมอีกด้านของมือระเบิดพลีชีพหนุ่ม (หล่อ!) ที่แสนเศร้าและงดงาม ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า ‘ถ้าหากต้องมีชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างไร้อนาคต และไร้อิสรภาพ การตายเพื่อสร้างความหวังเพื่อคนที่อยู่ข้างหลังก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ทำประโยชน์ได้มากกว่า’

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมชายหนุ่มที่สุภาพอ่อนโยนถึงลุกขึ้นมาติดระเบิดรอบตัว และพร้อมจะพลีชีพเพื่อเข่นฆ่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน

ชายหนุ่มหนึ่งในนั้นคือ ซาอิด (Kais Nashef) ผู้เงียบขรึม และ คาเลด (Ali Suliman) เพื่อนสนิทของเขา ก็คือขั้วตรงข้ามที่มีนิสัยแตกต่างกันแทบจะทุกประการ

หากสิ่งที่คนทั้งคู่มีเหมือนกันก็คือ ‘อุดมการณ์’ ที่จะพลีชีพด้วยความหวังว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะช่วยให้ชาวปาเลสไตน์ได้พบกับชีวิตใหม่ที่หลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องการถูกปฏิเสธตัวตน เชื้อชาติ และการถูกจองจำด้วยกำแพงกั้นเขตปาเลสไตน์กับอิสราเอล ส่วนตัวของพวกเขาเองก็จะได้หลุดพ้นไปจากปมปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็กด้วย

ซาอิดเติบโตมาด้วยความรักความเอาใจใส่ของแม่เพียงอย่างเดียว เพราะพ่อของเขาถูกชาวปาเลสไตน์ด้วยกัน ‘ลงโทษ’ จนตาย ด้วยข้อหา ‘สมรู้ร่วมคิด’ กับฝ่ายอิสราเอล และคาเลดก็มีปมที่พ่อของเขาเลือกจะมีชีวิตอยู่อย่างพิการ แทนที่จะสู้กับทหารอิสราเอลจนตายเพื่อรักษาเกียรติยศ

แต่เหตุผลที่ผ่านเข้ามาในสำนึกวูบแรกและทำให้ซาอิดกับคาเลดยินยอมใช้ชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องอุดมการณ์หรือความพยายามที่จะเอาชนะอดีตอันผิดพลาดเลยก็ได้ แต่เพราะ ‘นรก’ ที่เขาจมอยู่กับมันในปัจจุบัน ไม่มีหนทางอะไรให้เลือกมากนัก

จุดเริ่มต้นใน Paradise Now จึงบอกเล่าชีวิตอันเส็งเคร็งของ 2 หนุ่มชาวปาเลสไตน์ที่ทำงานอยู่ในอู่ซ่อมรถเก่าๆ ในเมืองนาบลัส มันเป็นอู่ที่เต็มไปด้วยรถยนต์สมัยพระเจ้าเหา และลูกค้างี่เง่าสุดแสนจะเรื่องมาก

วิถีชีวิตของชาวปาเลสไตน์ที่ ‘ถูกทำให้เห็น’ จากในหนัง คือภาพตึกรามบ้านช่องเก่าๆ เรียงรายอยู่บนเนินเขา และดูไร้ระเบียบอย่างสิ้นเชิง ผู้คนเล็กๆ ทำหน้าที่ของตัวเองไปตามความเคยชินมากกว่าจะเป็นความกระตือรือร้น

เช่นเดียวกับชีวิตประจำวันของซาอิดและคาเลดที่ดูเหมือนจะอยู่ไปวันๆ อย่างไร้อนาคต ไม่มีแม้แต่เงินจะจ่ายทิปค่าน้ำชาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้เด็กที่มาเสิร์ฟจะส่งสายตาเว้าวอนผสมความไม่พอใจ คาเลดก็ทำได้เพียงแค่ถลึงตาตอบกลับไปเท่านั้น (และก็ยังไม่ให้เงินเพิ่มอยู่ดี)

ความเป็นไปในชีวิตของซาอิดและคาเลดที่ปรากฏให้เห็นในหนังดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ซึ่งก็คือความจงใจของผู้กำกับที่ต้องการจะถ่ายทอดแง่มุมที่เป็นปุถุชนของ ‘มือระเบิดพลีชีพ’ ให้คนดูได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นฉากที่คาเลดหยอกล้อกับพี่น้อง หรือฉากที่ซาอิดพยายามจะตัดแต่งกิ่งไม้หน้าบ้านให้แม่ รวมถึงฉากหนึ่งในยามย่ำรุ่งที่ซาอิดนำกุญแจรถไปคืนแก่ ซูฮา (Lubna Azabal) ซึ่งเป็นหญิงสาวที่เขามีใจให้

เพียงเท่านี้คนดูก็คงเข้าใจได้ว่าด้านหนึ่งของ ‘อาวุธสังหาร’ ที่ถูกมองว่าโหดร้ายก็คือความเป็นมนุษย์ที่รู้จักรักและเจ็บปวดไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ผลักดันให้ใครบางคนลงมือทำในสิ่งที่โหดร้ายต่างหากที่เราต้องคำนึงถึงว่ามีที่มาจากไหนกันแน่

นอกเหนือจากชีวิตอันเรียบง่ายของซาอิด คาเลด และครอบครัวของทั้งสองคน ภาพของปาเลสไตน์ที่ป